Petcharavejhospital.com
Health promotion
Without extra charge

More

More
Doctor
Dr.PEAR SUBSAMROUY
Doctor profile
Dr.WARIN WESARACHAWIT
Doctor profile
Dr.PHUWASIT TRIJAKSUNG
Doctor profile
Dr.DANAI CHOCKCHAISAKU
ศูนย์กระดูกและข้อ
Doctor profile

More
Health articles
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความเสี่ยงตั้งแต่ยังตั้งครรภ์
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) เป็นความผิดปกติของหัวใจในทารกแรกเกิด ที่มีอันตรายต่อตัวเด็กอย่างมาก และอาจไม่แสดงอาการหากอาการของโรคยังไม่รุนแรง แต่สามารถสังเกตได้จากพัฒนาการของเด็กที่ช้ากว่าปกติ รวมไปถึงอาการเขียวคล้ำที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า เป็นต้น ถึงแม้โรคนี้จะน่ากลัว แต่สามารถรักษาได้หลายวิธีทั้งการใช้ยา ผ่าตัด และการสวนหัวใจ   โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดคืออะไร   เป็นความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่เริ่มการสร้างอวัยวะในครรภ์มารดา ที่พบได้ในเด็กทารกแรกเกิด มีโอกาสพบได้ 8 ใน 1,000 คน จากความผิดปกตินี้ทำให้หัวใจไม่สามารถโอนถ่ายเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นปัญหาด้านหัวใจที่สำคัญของเด็กน้อยที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง โรคนี้แบ่งออกได้ 2 ชนิด ได้แก่   ชนิดเขียว (ออกซิเจนในเลือดต่ำ) : หัวใจและหลอดเลือดผิดปกติทำให้เลือดแดง และเลือดดำผสมกัน จนลำเลียงออกซิเจนไม่ได้ ส่งผลให้เด็กมีผิวสีเขียวคล้ำเห็นได้จากตอนที่เด็กดูดนม หรือขณะกำลังร้อง   ชนิดไม่เขียว : อาการไม่รุนแรงเท่าแบบเขียว เกิดจากโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดมีความผิดปกติ แต่ชนิดไม่เขียวจะไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดง   ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด   การปฏิบัติตัวของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ : หากระหว่างนั้นไม่ดูแลเรื่องการทานอาหาร รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นผลเสียต่อร่างกายจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อครรภ์ได้   อาการป่วยระหว่างตั้งครรภ์ : เกิดได้จากหัดเยอรมันจากการติดเชื้อ หรือโรคเบาหวานจากระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้   พันธุกรรมมีความผิดปกติ : ความผิดปกติของพันธุกรรมสามารถส่งผลต่อกระบวนการสร้างหัวใจ ทำให้หัวใจไม่สมบูรณ์ หากคนในครอบครัวมีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้ จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น   ยาหรือสารเคมีที่ส่งผลต่อครรภ์ : ยาหรือสารบางประเภทไม่สามารถใช้ได้ระหว่างการตั้งครรภ์ ดังนั้นก่อนรับยาในช่วงก่อน-ระหว่างตั้งครรภ์จะต้องศึกษาให้ดี และปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะยาเหล่านั้นจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้   อาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด   โรคนี้ไม่ได้พบแค่ในเด็กทารกแรกเกิดเท่านั้น แต่ยังสามารถพบได้ในเด็กเล็ก สำหรับเด็กที่ไม่ได้เป็นโรคนี้อย่างรุนแรงอาการอาจจะไม่แสดงออก แต่สามารถสังเกตได้ในภายหลัง ดังนี้   หัวใจเต้นผิดจังหวะฟังได้จากเสียงการเต้นของหัวใจ   มีอาการหัวใจวายจากการทำงานหนัก   อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อาจเป็นลมหมดสติ   ลูกดูดนมได้น้อย น้ำหนักตัวขึ้นช้า   มีสีเขียวคล้ำที่ปลายมือ ปลายเท้า ริมฝีปาก ลิ้น และเยื่อบุตา   เติบโตช้ากว่าเด็กทั่วไป   หากพบว่าลูกมีอาการดังกล่าวให้รีบนำมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันทีหากพบว่าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจริง จะต้องเข้ารับการรักษาตามอาการ และความรุนแรงด้วยการทานยา การสวนหัวใจ หรือการผ่าตัด   การวินิจฉัยหาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด   การตรวจเพื่อหาโรคนี้ทำได้หลายวิธีเพื่อดูความสมบูรณ์ และการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือด รวมไปถึงความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ที่เป็นสาเหตุของอาการผิดปกติ  ได้แก่   ตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง (Echo) : เพื่อดูโครงสร้างและความผิดปกติของหัวใจ   ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) : ดูจังหวะการเต้นของหัวใจ และขนาดห้องหัวใจ   เอกซเรย์หัวใจ : เพื่อดูเส้นเลือดหัวใจ และภาวะหัวใจโต   ตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) : ตรวจเพื่อช่วยดูรายละเอียดความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจ และหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน   การสวนหัวใจ : เป็นการสอดท่อขนาดเล็กเพื่อตรวจดูการทำงานของหัวใจ     โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดรักษาอย่างไร   จากที่กล่าวไปแล้วว่าสามารถรักษาได้หลายวิธี แต่ต้องขึ้นอยู่กับอาการ และความรุนแรงของผู้ป่วยด้วย ได้แก่   รักษาด้วยยา : สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักและสามารถบรรเทาอาการด้วยยาพร้อมกับการดูแลจะสามารถหายได้เองในเวลาต่อมา เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ยาเหล่านี้จะทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น   รักษาด้วยการผ่าตัด : หากไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา ซึ่งปกติแล้วจะเป็นผู้ป่วยอาการหนักต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งอาจมีความเสี่ยงตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย การรักษาที่เกี่ยวข้อง เช่น การซ่อมแซมลิ้นหัวใจ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เป็นต้น   รักษาด้วยการสวนหัวใจ : สามารถทำได้หากร่างกายของผู้ป่วยพร้อมสำหรับการใส่สายสวนหัวใจ การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถรักษาปัญหาการทำงานของหัวใจได้หลายประเภท เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจรั่ว   ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด   เมื่อพบว่าลูกตัวน้อยเป็นโรคนี้ให้รีบพาเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และตกลงวิธีรักษา โดยในระหว่างการรักษา ผู้ปกครองต้องมีความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงการปฏิบัติ ดังนี้   ให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากและฟัน หากไม่ดูแลจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ดังนั้นจึงควรพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน   หากมีกิจกรรม หรือการออกกำลังกาย ไม่ควรใช้แรงมากเกินไป   ระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปอดอักเสบ เป็นต้น   เด็กจะมีพัฒนาการช้า และมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหากใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การหยิบจับสิ่งของ ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก   ไม่อยากให้ลูกเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดควรทำอย่างไร   เด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ควรจำกัดปริมาณนมในบางประเภทตามคำแนะนำของหมอ และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม   ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดูแลสุขอนามัย   ระหว่างตั้งครรภ์ต้องฝากครรภ์และเข้าพบแพทย์ตามกำหนดเพื่อระวังภาวะความผิดปกติต่าง ๆ   หากคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดควรบอกแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยง   ดูแลความปลอดภัย และระวังการติดเชื้อทางเดินหายใจตามสถานที่ต่าง ๆ   พบแพทย์ตามกำหนด และพยายามรับวัคซีนที่แนะนำให้ครบเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ   โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลีกเลี่ยงได้ยาก และมีความรุนแรงหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ดังนั้นการคอยสังเกตอาการความผิดปกติของลูกน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม เพื่อทำการรักษาได้ทันหากพบว่าลูกตัวน้อยมีความเสี่ยง     ____________________________________     ศูนย์หัวใจ
Read more
มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคร้ายในผู้ชายที่ควรระวัง
ต่อมลูกหมากมีลักษณะคล้ายเมล็ดเกาลัดอยู่รอบท่อปัสสาวะในบริเวณปากทางออกของกระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่ผลิตน้ำหล่อเลี้ยงตัวอสุจิ และผลิตน้ำเมือก ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าต่อมลูกหมากคือลูกอัณฑะ แต่อัณฑะจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศชาย เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะย่อยสลายฮอร์โมนเพศชายมากขึ้นทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในต่อมลูกหมากมีปริมาณเพิ่มขึ้น การที่ต่อมลูกหมากโตขึ้นผิดปกติอาจเป็นที่มาของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก   มะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร   มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้มากในเพศชาย โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดจากเซลล์ต่อมลูกหมากเจริญเติบโตผิดปกติ และรวดเร็วจนกลายเป็นก้อนมะเร็งอุดตันทางเดินปัสสาวะในที่สุด โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ไต ตับ และปอด ทำให้อวัยวะเหล่านั้นเสียหาย และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้       ระยะของมะเร็งต่อมลูกหมาก   การแบ่งระยะของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะพิจารณาดูจากขนาดของก้อนเนื้อและการกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ดังนี้   ระยะเริ่มต้น ในระยะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะมะเร็งยังอยู่เพียงในต่อมลูกหมาก และมีขนาดเล็ก   ระยะไม่ลุกลาม หรือแพร่กระจาย มะเร็งเริ่มโตขึ้น แต่ยังคงอยู่เฉพาะในต่อมลูกหมาก ไม่ได้ลุกลามไปอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียง   ระยะลุกลาม เซลล์มะเร็งเริ่มกระจายออกนอกต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ กระดูก และปอด เป็นต้น   ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก   เพศชายอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป   มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมาก่อน   สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์   รับประทานเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ   ผู้ที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน   สัญญาณมะเร็งต่อมลูกหมาก   โรคนี้เป็นโรคที่ค่อย ๆ สะสมและจะไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรกจนกระทั่งเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตไปกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการปัสสาวะ ดังนี้   ปัสสาวะไหลช้า มีอาการติดขัด และออกยาก   ปัสสาวะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะตอนกลางคืน   หลังปัสสาวะจะรู้สึกเหมือนยังปัสสาวะไม่สุด   รู้สึกแสบขณะปัสสาวะ   มีเลือดปนกับปัสสาวะ   กลั้นปัสสาวะไม่อยู่   หากเชื้อมะเร็งลุกลามอาจมีอาการอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น ปวดหลัง ปวดสะโพก น้ำหนักลด อ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น   ตรวจเพื่อให้รู้ป้องกันการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมาก   มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจหาความผิดปกติจึงมีความจำเป็น โดยโรคนี้สามารถใช้วิธีตรวจได้หลายประการ ดังนี้   การตรวจเบื้องต้น (Screening Test) เป็นการตรวจทางทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้วิธีสอดนิ้วเข้าไปในทวารหนัก เพื่อคลำดูขนาด ลักษณะ และรูปร่างของต่อมลูกหมากว่ามีความผิดปกติหรือไม่   การเจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Prostate-specific Antigen : PSA) เพื่อวิเคราะห์หาสาร PSA ในกระแสเลือด หากมีระดับค่าของสารมากกว่าปกติอาจวินิจฉัยได้ว่าอวัยวะกำลังเกิดการอักเสบ หรือมีเชื้อมะเร็งได้   การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจด้วยการใช้คลื่นเสียง โดยจะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปทางทวารหนัก แล้วใช้คลื่นเสียงช่วยในการถ่ายภาพของต่อมลูกหมาก   การตัดชิ้นเนื้อ แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากเพื่อนำชิ้นเนื้อส่งวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่   การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก   การผ่าตัด เป็นตัวเลือกในการรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยจะเป็นการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก รวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ บางส่วนออกไปด้วย   รังสีบำบัด จะมีทั้งการฝังแร่และการฉายรังสี โดยแพทย์จะพิจารณาตามชนิดของความเสี่ยง ซึ่งการใช้รังสีรักษาจะให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการผ่าตัด เพราะสามารถควบคุมเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง   ฮอร์โมนบำบัด เป็นการรักษาเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด เพื่อลดการผลิตฮอร์โมนเพศชายที่มาจากต่อมใต้สมอง   การทำเคมีบำบัด เป็นการใช้ยาฉีดเข้าเส้นเลือดดำที่แขน หรือการรับประทานยา วิธีนี้มักใช้กับมะเร็งในระยะที่แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นแล้ว ซึ่งวิธีการรักษานี้จะไม่สามารถช่วยให้หายได้ แต่จะเป็นการควบคุมการเกิดมะเร็งเพียงเท่านั้น   ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งต่อมลูกหมาก   โรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ เมื่อเซลล์มะเร็งเกิดการกระจาย และแพร่เข้าไปในอวัยวะใกล้เคียงจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมา เช่น   กระเพาะปัสสาวะ หรือเชื้อกระจายเข้าสู่กระดูกจะทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง และกระดูกแตกร้าวได้   ผู้ป่วยที่ทำการรักษาไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การทำรังสีบำบัด และการทำฮอร์โมนบำบัดย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทใกล้กับต่อมลูกหมากที่ควบคุมการตอบสนองของอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และอาจเกิดภาวะภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งต้องทำการรักษาภาวะแทรกซ้อนนี้ต่อไป     ขึ้นชื่อว่ามะเร็งหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความจำเป็นเพราะจะช่วยให้เราสามารถทราบว่าเรามีความเสี่ยงของการเป็นโรคใดหรือไม่ หากตรวจพบจะสามารถวางแผนในการรักษาที่ถูกต้อง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย
Read more
43
Years of caring
751,164
Counter visits per Years
1179
Counter IPD : Month
128
Stroke