สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

มาทำความเข้าใจธรรมชาติ และการดูแลเสริมสร้างพัฒนาการของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดย คุณหมอปกรณ์ หลายศิริเรืองไร จะเป็นผู้มาแนะนำให้ความรู้กันในเบื้องต้นค่ะ

 

พัฒนาการของทารกในครรภ์ตลอด 9 เดือน 

พัฒนาการสำคัญของทารกในครรภ์จะแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 3 เดือนหรือที่เรียกว่าไตรมาส ประกอบด้วย 

ช่วง 1-3 เดือนของการตั้งครรภ์  :  เป็นช่วงที่มีความสำคัญและมีความเสี่ยงสูง ตัวอ่อนมีขนาดเล็กมาก บอบบาง มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแท้งได้ และจะเป็นช่วงที่ตัวอ่อนจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วอวัยวะต่าง ๆ ของเด็กจะสร้างครบถ้วนภายใน 12 สัปดาห์แรกนี้

ช่วง 4-6 เดือนของการตั้งครรภ์  :  เป็นช่วงที่อวัยวะสร้างครบแล้ว ทารกในครรภ์มีขนาดและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และมดลูกก็จะมีขยายใหญ่ขึ้น เริ่มรู้สึกถึงการขยับตัวหรือดิ้นของเด็ก มีการหลับตื่น สามารถลืมตาและกลืนน้ำคร่ำได้ มีขนขึ้นตามร่างกาย รวมถึงขนตาและคิ้ว สมองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การทำงานของปอดยังไม่ค่อยดีนัก

ช่วง 7-9 เดือนของการตั้งครรภ์  : ช่วงที่ทารกเริ่มเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถหายใจได้เองเมื่อายุครรภ์ครบ 9 เดือน ระยะนี้เด็กจะเริ่มกลับตัวเอาหัวลงสู่ช่องคลอดเพื่อเตรียมพร้อมคลอดต่อไป ซึ่งจะต้องระมัดระวังมากที่สุดเพราะทารกอาจคลอดออกมาได้ตลอดเวลา รวมยังเสี่ยงต่อการสำลักน้ำคร่ำหรือรกพันคอเด็กได้อีกด้วย คุณแม่จึงต้องสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ว่าปกติดีไหม 

 

เคล็ดลับเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์

ดูแลกาย : เริ่มตั้งแต่แรกเลยคือคุณแม่ดูแลทางด้านร่างกาย เลือกรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วน ซึ่งจะไปสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกายของทารกในครรภ์ให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเกิดความพิการต่าง ๆ งดกินยาเองหรืออาหารเสริม สมุนไพรที่จะเป็นอันตรายต่อเด็ก 

ดูแลใจ : จากการที่ร่างกายของคุณแม่มีภาวะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดูแลสภาพจิตใจของตนเองด้วย ถ้าเครียด กังวล ซึมเศร้า เด็กออกมาก็จะเลี้ยงยาก ร้องไห้งอแง เพราะเด็กก็จะรับรู้อารมณ์ในการสร้างฮอร์โมนหรือสารต่าง ๆ ในร่างกาย และตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 6 เดือนเด็กจะรับรู้เสียงได้แล้ว จึงสามารถกระตุ้นพัฒนาการได้ตั้งแต่ในครรภ์โดยการฟังเพลง อย่างเช่น Mozart ซึ่งเมื่อแม่ฟังเด็กก็จะรับรู้ได้ มีผลงานวิจัยพบว่า เด็กสามารถจำเสียงได้ตั้งแต่ที่อยู่ในครรภ์หากมีกระตุ้นเรื่องของเสียงเข้าไป สมองก็จะมีการทำงานซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทต่าง ๆ ให้สร้างมากขึ้น ทำงานดีขึ้น ก็จะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการด้วย

 

3 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้แก่

1.การทำงานหนักและส่งผลถึงการตั้งครรภ์ : หลีกเลี่ยงการทำงานหนักเกินไปหรือภาระงานที่เครียด ไม่ยกของหนักที่ต้องมีการเกร็งท้อง ภาวะงานหรือการเดินที่เสี่ยงต่อการหกล้ม ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในที่สูงอันตราย 

2. การใช้ยาระหว่างครั้งครรภ์ : พวกยาต่าง ๆ หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เช่น ยารักษาสิว วิตามิน A หรือ ทั้งยากินและยาทา และยาในกลุ่มของโรคต่าง ๆ เช่น โรคลมชัก โรคไทรอยด์ เบาหวาน อย่างเช่น เคยกินยาเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์ก็ต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดเพราะจะได้ไม่มีผลต่อเด็ก

3.หลีกเลี่ยงของที่ไม่มีประโยชน์อันตรายกับการตั้งครรภ์ :  เช่น แอลกฮออล์ บุหรี่ เป็นต้น เพราะหากคุณพ่อสูบบุหรี่อยู่ควรเลิกหรือหยุดสูบ หากทำไม่ได้ควรสูบให้ห่างจากคุณแม่ เนื่องจากมีรายงานว่าคนที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปอาจจะได้รับสารพิษมากกว่าคนที่สูบ และทารกที่เกิดมาพอเจอควันบุหรี่ก็จะมีภาวะภูมิแพ้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้สัมผัสด้วย

 

นับลูกดิ้นเรื่องสำคัญ

          วิธีการนับลูก(ในครรภ์) ดิ้นถือว่ามีความสำคัญมาก ๆ หมอจะแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เริ่มนับช่วงอายุครรภ์ 7-8 เดือน นับลูกดิ้นทุกวันโดยนับในช่วง 1 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร 3 เวลาถ้านับได้มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน ถือว่าปกติถ้านับลูกดิ้นได้น้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน ถือว่าผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์  อันนี้เป็นวิธีเบื้องต้นจะยังไม่สรุปว่าทารกในครรภ์ผิดปกติจริงหรือไม่ ต้องมาตรวจสุขภาพของเด็กที่โรงพยาบาลซึ่งแพทย์จะทำการตรวจโดยละเอียดและจะมีเครื่องมือในการตรวจ โดยใช้การติด NST (Non stress test) กับ การอัลตราซาวนด์ดูน้ำคร่ำว่าน้อยหรือไม่ สายสะดือเป็นอย่างไร และภาวะชีพจรของเด็กจะมีกราฟบ่งบอกว่าสุขภาพดีหรือว่าอยู่ในภาวะแย่ เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าต้องให้คลอดออกมาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็จะบอกได้ ถ้ามาสายเกินไปเด็กมีภาวะขาดออกซิเจนมากจะทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเพราะจะไม่สามารถช่วยเหลือเด็กได้แล้ว  

 

การตั้งครรภ์กับภาวะอารมณ์ของคุณแม่ 

          ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้คุณแม่จะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนไป จากเดิมใจเย็นก็อาจจะหงุดหงิดง่าย บางท่านเพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรกก็จะมีความกังวล มีความเครียดตลอดเวลา 9 เดือนว่าลูกในครรภ์จะปกติไหม ลูกจะสมบูรณ์ไหม การพักผ่อนต่าง ๆ จะไม่เหมือนเดิม การนอน การขับถ่ายต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนไป หรือช่วงที่มีภาวะแพ้ท้องก็ยิ่งมีความลำบากต่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นอารมณ์ความเครียดมีแน่ ๆ อยู่แล้ว คุณพ่อก็ควรจะดูแลเอาใจใส่คุณแม่ตั้งแต่อยู่ในช่วงที่ตั้งครรภ์

          พอหลังคลอดการพักผ่อนยิ่งน้อยลง ต้องให้นมลูกด้วย เด็กมักจะนอนกลางวันตื่นกลางคืนเป็นปกติ ฉะนั้นตอนกลางวันควรมีคนช่วยให้คุณแม่ได้พักบ้างทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อคุณแม่ได้พักผ่อนมากขึ้น ความเครียดก็จะลดลง ซึ่งมีรายงานว่าภาวะที่พบบ่อยในคุณแม่คือ ภาวะ Depression หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พบได้ตั้งแต่มีอาการเล็กน้อยหรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี คนใกล้ชิดต้องซักถามและสังเกตคุณแม่ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ต้องการพักผ่อนไหม ต้องช่วยเหลือกัน แต่ถ้าคุณแม่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง จนกระทั่งชีวิตประจำวันผิดปกติ ไม่พูดไม่คุย หดหู่ ดูไม่มีแรง อาการเหล่านี้ก็ควรมาปรึกษาสูติแพทย์เบื้องต้นก่อน หากเป็นมากก็จะส่งต่อไปพบจิตแพทย์ต่อไป

 

          กำลังใจและการเอาใจใส่ ถือเป็นสิ่งสำคัญกับคุณแม่ที่สุด ดังนั้นช่วงนี้คุณพ่อควรจะดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต อาหารการกิน หากคุณแม่มีสุขภาพกายและใจที่ดีทารกก็สามารถรับรู้ได้ หากคุณพ่อหรือคุณแม่ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้ามารับคำแนะนำกับคุณหมอปกรณ์ ที่โรงพยาบาลเพชรเวชได้เลยค่ะ