สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

นิ่วในถุงน้ำดีเกิดได้อย่างไร

นิ่วในถุงน้ำดี

ตับ (liver) เป็นอวัยวะสร้างน้ำดี ซึ่งจะส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดี เมื่อต้องการไปย่อยไขมัน ถุงน้ำดีก็บีบตัวส่งน้ำดีไปตามท่อน้ำดี (common bile duct) เข้าสู่ลำไส้  (duodenum) และย่อยอาหาร น้ำดีประกอบด้วย น้ำ , คอเลสเตอรอล (cholesterol) ,ไขมัน, เกลือน้ำดี (bile salt) เมื่อน้ำในน้ำดีลดลงก็ทำให้เกิดนิ่ว พบบ่อยๆมี 2 ชนิดคือ นิ่วที่เกิดจาก คอเลสเตอรอล (cholesterol) และนิ่วที่เกิดจากเกลือต่างๆนิ่วในถุงน้ำดีอาจจะหลุดและอุดทางเดินน้ำดี ทำให้เกิดตัวเหลืองตาเหลือง ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่ว

• คนอ้วนจะเกิดนิ่วที่มี คอเลสเตอรอล (cholesterol) เนื่องจากการบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง

• การได้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) จากการรับประทานหรือตั้งครรภ์ทำให้ระดับคอเลสเตอรอล (cholesterol) ในน้ำดีสูง

• เชื้อชาติ

• เพศหญิงพบมากกว่าชาย

• อายุที่พบบ่อยอายุ 60 ขึ้นไป

• ได้ยาลดไขมันบางชนิด ทำให้คอเลสเตอรอล (cholesterol) ในน้ำดีสูง

• ผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากมีระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) สูง

• การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายละลายไขมันมากไป 

อาการของโรค  นิ่วในถุงน้ำดี

ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่มีอาการอะไร บางรายมีอาการปวดเฉียบพลัน

• ปวดท้องบนขวาปวดตลอดอาจจะปวดนานเป็นชั่วโมง 

• ปวดมักจะปวดอยู่บริเวณสะบัก 

• อาจจะปวดร้าวไปไหล่ขวา 

• มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเรื้อรังโดยมากมักจะสัมพันธ์กับอาหารมัน อาการอื่นที่พบมี 

• ท้องอืด 

• รับประทานอาหารมันแล้วทำให้ท้องอืด 

• ปวดมวนท้อง 

• เรอเปรี้ยว

• มีลมในท้อง 

• อาหารไม่ย่อย

ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ 

• ไข้สูง และมีเหงื่อออก 

• ไข้เรื้อรัง 

• ตัวเหลืองตาเหลือง หรือที่เรียกดีซ่าน 

• อุจจาระเป็นสีขาว

การวินิจฉัย

หลังจากซักประวัติและตรวจร่างกายหากสงสัยว่าเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะส่งตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) โดยใช้คลื่นเสี่ยงความถี่สูงตรวจหานิ่ว บางรายแพทย์จะตรวจพิเศษ เช่น Endoscopic Retrograde Cholangio Pancreatography (ERCP) เป็นการตรวจโดยการส่องกล้องเข้าในท่อน้ำดีเพื่อหาตำแหน่งของนิ่วในท่อน้ำดี

การรักษา

นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องผ่าตัด นิ่วที่มีอาการต้องผ่าตัดเอานิ่วออกวิธีทีนิยมคือ การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) โดยการเจาะที่หน้าท้องเป็นรูหลายรูแล้วใส่เครื่องมือเพื่อตัดเอาถุงน้ำดีออกมา วิธีนี้สะดวก เจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเก่าและอยู่ในโรงพยาบาลไม่นาน ผู้ป่วยบางรายหลังส่องดูแล้วผ่าตัดแบบ Laparoscopic Cholecystectomy ไม่ได้ต้องเปลี่ยนโดยการผ่าตัดแบบเก่า นิ่วที่อยู่ในท่อน้ำดีอาจจะเอาออกโดยการทำ Endoscopic Retrograde Cholangio Pancreatography (ERCP) หรือ การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน และทำการเอานิ่วออก

การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดผลที่ได้ยังไม่ดี คือ

• Oral dissolution therapy เป็นกรดน้ำดี (bile acid) ใช้ละลายนิ่วที่เป็นคอเลสเตอรอล (cholesterol) ที่ก้อนไม่ใหญ่ ต้องใช้เวลานานในการละลาย ผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดท้องร่วง และตับมีการอักเสบเล็กน้อย

• การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy หรือ ESWL) โดยการใช้คลื่นแสงกระแทกให้นิ่วแตก หลังการทำผู้ป่วยอาจจะปวดท้อง และอัตราผลสำเร็จต่ำ

ถุงน้ำดีถูกตัดออกไปแล้วมีผลอย่างไรต่อร่างกาย

เนื่องจากถุงน้ำดีเป็นที่เก็บน้ำดีไว้ เมื่อต้องการใช้ถุงน้ำดีก็จะบีบตัวไล่น้ำดีออกมา คนที่ถูกตัดถุงน้ำดีจะมีน้ำดีไหลออกมาตลอดทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการท้องร่วง บางรายงานแนะนำต้องตรวจระดับคอเลสเตอรอล (cholesterol)

การรักษา

- การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเป็นการแก้ปัญหาที่ถาวร เพื่อไม่ให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นได้อีกต่อไป และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่าง ๆ

- ไม่สามารถรักษาโดยใช้เครื่องสลายนิ่ว 

- การรักษาโดยใช้ยาละลายนิ่ว ใช้ได้เฉพาะนิ่วบางชนิด และต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน และเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้อีก

การผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบัน มี 2 วิธี

1.ผ่าตัดแบบเดิม โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Cholecystectomy) ปัจจุบันจะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง 

2. ผ่าตัดภายใต้กล้อง โดยการเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) ถ้าผู้ป่วยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน สามารถทำได้สำเร็จถึงร้อยละ 95 ถ้าถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเกิน 3 วัน โอกาสผ่าตัดโดยวิธีนี้ได้สำเร็จจะน้อยลง

วิธีการผ่าตัดภายใต้กล้อง - เจาะรูเล็ก ๆ บริเวณหน้าท้อง 4 แห่ง ด้วยเครื่องมือที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการเจาะหน้าท้องอย่างปลอดภัย ขนาดของรูประมาณ 0.5 ซม. 3 ตำแหน่ง และขนาด 1 ซม.ที่สะดืออีก 1 ตำแหน่ง - ใส่กล้องที่มีก้านยาว ๆ และเครื่องมือต่างๆผ่านรูที่ผนังหน้าท้องลงไป ศัลยแพทย์จะสามารถมองเห็นถุงน้ำดีและอวัยวะต่าง ๆ จากจอโทรทัศน์ซึ่งกล้องส่งสัญญาณภาพมา - ศัลยแพทย์สามารถเลาะแยกถุงน้ำดีออกจากตับ และใช้คลิปหนีบห้ามเลือดแทนไหมเย็บแผล ก่อนตัดขั้วของถุงน้ำดี แล้วเลาะส่วนที่เหลือให้หลุดออก - เมื่อตัดถุงน้ำดีได้แล้ว บรรจุใส่ถุงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แล้วดึงออกจากร่างกายบริเวณรูสะดือ จากนั้น ศัลยแพทย์จะสำรวจความเรียบร้อยเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนดึงเครื่องมือและกล้องออกแล้วเย็บปิดแผล - ในผู้ป่วยบางรายถ้ามีการอักเสบมาก อาจต้องมีการใส่ท่อระบายไว้ 2-3 วัน

ผลดีของการผ่าตัดถุงน้ำดีภายใต้กล้อง

• อาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า เพราะแผลมีขนาดเล็กกว่า

• อยู่โรงพยาบาล ประมาณ 1-2 วัน ซึ่งถ้าผ่าตัดแบบเดิม อยู่โรงพยาบาล ประมาณ 7-10 วัน

• การพักฟื้นหลังผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ทำให้กลับไปทำงานตามปกติได้เร็วกว่า ถ้าผ่าตัดแบบเดิม ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 เดือน

• แผลขนาดเล็กดูแลง่ายกว่า และมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าแผลขนาดใหญ่ - เมื่อแผลหายจะเป็นรอยเล็ก ๆ บนหน้าท้องเท่านั้น

จำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่

• ผู้ป่วยอายุน้อย แข็งแรงดี ไม่มีอาการ อาจรอสังเกตอาการดู กับแพทย์ ทุก 6 เดือน

• ผู้ป่วยที่มีอาการควรผ่าตัดทุกราย

• ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคตับ ซึ่งหากปล่อยให้มีอาการถุงน้ำดีอักเสบแล้วค่อยมารักษา จะมีความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉินมากขึ้น แนะนำผ่าตัดออก ในขณะที่ยังไม่มีอาการ เนื่องจากปลอดภัยกว่าและโอกาสผ่าตัดผ่านกล้องสำเร็จสูงกว่า

• ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆ เช่น สูงอายุมาก ๆ , มีโรคแทรกซ้อนที่คุมอาการไม่ได้มากมาย แพทย์อาจต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เป็นราย ๆ

แนวทางการรักษา

• การผ่าตัดถุงน้ำดี

• การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง

• การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy)

• การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน  Endoscopic Retrograde Cholangio Pancreatography (ERCP) ในกรณีที่มีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย

อาการข้างเคียงภายหลังจากการผ่าตัดถุงน้ำดี

เนื่องจากถุงน้ำดีเป็นเพียงตัวเก็บพักน้ำดี ในกรณีที่ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก น้ำดียังคงถูกสร้างจากตับและไหลลงมาตามท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมันตามปกติ เพียงแต่อาจไม่เข้มข้นเท่าเดิม ทั้งนี้พบว่า 10% ของคนที่ไม่มีถุงน้ำดีอาจมีอาการท้องเสียจากน้ำดีไหลออกมามากเกินไปได้

 

สำหรับการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้องควรทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มิฉะนั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตัดโดนท่อน้ำดี ท่อน้ำดีรั่ว หรือท่อน้ำดีตันได้