สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

การฉีดวัคซีนถือเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรของตนตั้งแต่วัยเด็ก แต่เนื่องจากแต่ละประเทศในโลกมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดเชื้อไม่เหมือนกัน

        ทุกช่วงที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายๆ วัน เป็นช่วงที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ยุโรป หรือการท่องเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์ป่าแอฟริกา ซึ่งการวางแผนก่อนเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ นอกจากการวางแผนสถานที่ที่จะไป เสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศของประเทศนั้น กิจกรรมที่จะไปทำ อุปกรณ์ของใช้ รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะลืมกันคือ การป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วยในขณะเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล ยาประจำตัว รวมถึงการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

        ในกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น จีน ญี่ปุ่น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัด นักท่องเที่ยวควรได้รับวัคซีนก่อนการเดินทาง การเดินทางไปประเทศอื่นก็จำเป็นที่ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม แพทย์จะแนะนำวัคซีนสำหรับนักท่องเที่ยวตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเสี่ยงในการติดเชื้อของสถานที่หรือประเทศ ระยะเวลา กิจกรรมที่จะทำ ทั้งนี้ควรเตรียมตัวฉีดวัคซีนก่อนเดินทางอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้ได้วัคซีนครบก่อนเดินทาง 

        การฉีดวัคซีนถือเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรของตนตั้งแต่วัยเด็ก แต่เนื่องจากแต่ละประเทศในโลกมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดเชื้อไม่เหมือนกัน 

สำหรับวัคซีนที่ใช้ในนักท่องเที่ยวนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง (Required vaccine) เป็นวัคซีนที่ถูกกำหนดว่านักเดินทางจำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง ซึ่งเป็นไปตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR) ซึ่งปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีนไข้เหลือง นักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางไปยังดินแดนที่มีการระบาดของไข้เหลือง คือประเทศในแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนนี้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน 

2. วัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวตามความเหมาะสม (Recommended vaccine for travelers) วัคซีนในกลุ่มนี้ เป็นวัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางบางกลุ่ม/บางคน ตามความเหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น ประเทศหรือสถานที่ที่จะไปมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากแค่ไหน ระยะเวลาที่จะไป กิจกรรมที่จะไปทำ (เช่น ไปทำงาน ไปเรียน หรือไปท่องเที่ยว) ตลอดจนต้องพิจารณาถึงตัวนักท่องเที่ยว/นักเดินทางและตัวโรคด้วย การพิจารณาดังกล่าวจะทำในการให้คำปรึกษาก่อนการเดินทาง

 

วัคซีนที่จำเป็นก่อนการเดินทาง/ท่องเที่ยวในต่างประเทศ

 ลำดับที่  รายการวัคซีน  หมายเหตุ
 1.  วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ (Typhoid vaccine)  • ประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการติดโรคไทฟอยด์
 2.  วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine)  • การให้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการสัมผัสโรค ได้แก่ นักเดินทางในพื้นที่ห่างไกลในอินเดีย จีน หรือประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ
 3.  วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine)

 • เป็นโรคที่ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนไวรัสดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเด็ก มักจะไม่มีอาการ แต่อาการจะมีมากและอาจรุนแรงได้ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

 • ประเทศกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ คือประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียใต้ และประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ 

 • วัคซีนดังกล่าวต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน

4.   วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine)

 • นักเดินทางที่จะไปในทวีปแอฟริกา บริเวณที่เรียกว่า Meninigitis belt เช่นประเทศซูดาน ไนจีเรีย เอธิโอเปีย ฯลฯ

• นักเรียน นักศึกษาไทยที่จะไปศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งมีข้อกำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อนไป โดยเฉพาะถ้าต้องไปอยู่ในหอพัก

• ผู้แสวงบุญที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประเทศซาอุดิอาระเบียกำหนดไว้ว่าทุกคนที่เข้าไปแสวงบุญจำเป็นต้องฉีดวัคซีนนี้ก่อนไป

5.   วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค (Cholera vaccine)  • กลุ่มที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือเข้าไปทำงานในค่ายผู้อพยพลี้ภัย หรือเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร (เลิกจำหน่ายทั่วประเทศ)
6.   วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)

 • ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศยุโรป อเมริกา

 • สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถพิจารณาฉีดได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ แต่สำหรับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มว่าจะต้องเข้าไปในที่ชุมนุมชน หรือในสถานที่แออัด ที่มีคนเป็นจำนวนมาก เช่น ผู้ที่จะไปพิธีแสวงบุญ ผู้จะไปชมกีฬา ไปเที่ยวงานเทศกาลต่าง ๆ สมควรพิจารณาฉีดวัคซีนนี้

7.   วัคซีนวัณโรค (BCG vaccine)

 • ไม่จำเป็นต้องใช้ในคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากเด็กไทยจะได้รับวัคซีน BCG 1 โด๊ส แรกเกิด และประเทศไทยถือว่ามีความชุกของวัณโรคสูง 

 • เด็กต่างชาติควรได้วัคซีน BCG ในกรณีที่เดินทางจากพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์ของโรคต่ำไปยังพื้นที่ที่อุบัติการณ์ของโรคสูง หรือจะเดินทางมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ควรได้รับวัคซีนนี้ก่อนเดินทาง 4 สัปดาห์ ไม่แนะนำให้มีการฉีดวัคซีน BCG กระตุ้น

8.   วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP)

 • ผู้เดินทางทุกคนต้องได้รับวัคซีน DTP เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี และผู้ใหญ่ เมื่อได้รับวัคซีนครบ 3 ครั้งแรก ในเดือนที่ 0,1,6 แล้ว 

 • จากนั้นควรได้รับการฉีด dT กระตุ้นทุก 10 ปี และอาจใช้ Tdap หรือ Tdap-IPV แทน dT ได้หนึ่งครั้ง

9.   วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (HB)

 • กลุ่มที่ต้องสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่ง หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันตนเอง 

 • ในเด็กไทยส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีน HB จำนวน 3 เข็ม ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของกระทรวงสาธารณสุข 

 • ในผู้ใหญ่อาจไม่ได้รับวัคซีน และไม่มีภูมิคุ้มกันอยู่ หากตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันควรรับวัคซีน โดยรับ 3 เข็มในเดือนที่ 0,1,6 

 • ผู้เดินทางมาพบแพทย์ช้า หรือไม่มีเวลาฉีดให้ครบ สามารถฉีดแบบเร่งรัดได้คือ ฉีด วันที่ 0,7 และ 21 ซึ่งการฉีดแบบนี้ จะทำให้ฉีดครบ 3 เข็มได้ภายใน 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ดีการฉีดแบบเร่งรัดนี้ จำเป็นต้องเข็มที่ 4 ที่ 1 ปีด้วย เพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน 

10.   วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)

 • ในเด็กไทยจะได้รับวัคซีน MMR 2 เข็มตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของกระทรวงสาธารณสุข เมื่ออายุ 9-12 เดือน และ 4-6 ปี 

• ในผู้ใหญ่ถ้าไม่เคยได้รับวัคซีนดังกล่าว และไม่เคยมีการติดเชื้อตามธรรมชาติ (หรือไม่แน่ใจว่าเคยเป็นมาก่อนหรือไม่) ควรรับการฉีด MMR 2 เข็ม ห่างกัน 4 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง โดยไม่ต้องตรวจระดับภูมิคุ้มกันก่อนฉีดวัคซีน ผู้เดินทางที่ไม่ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม อย่างครบถ้วน จะมีความเสี่ยงต่อการติดโรคถ้าเดินทางไปยังประเทศกำลังพัฒนา

11.   วัคซีนโปลิโอ (OPV , IPV)

 • ประเทศอัฟกานิสถาน อินเดีย ปากีสถาน ไนจีเรีย แอฟริกา 

   ในคนไทยมักจะได้รับวัคซีน OPV ตั้งแต่เด็กตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการได้รับ OPV จะอยู่ได้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ดีในผู้ใหญ่ที่จะเป็นต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ระบาดของโรคโปลิโออาจพิจารณารับวัคซีนกระตุ้น 1 ครั้งซึ่งอาจเป็น OPV หรือ IPV ก็ได้ ควรให้ IPV แก่ผู้เดินทางที่ไม่เคยมีประวัติได้รับ OPV หรือผู้มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวภูมิคุ้มกันผิดปกติ โดยควรใช้เป็นวัคซีนรวม Tdap-IPV เพราะจะได้ภูมิคุ้มกันต่อคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรนไปด้วย และไม่มีวัคซีน IPV เดี่ยวๆจำหน่าย

12.   วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE)

 • โดยทั่วไปการเดินทางในภูมิภาคเอเชียจะมีความเสี่ยงต่ำต่อการติดเชื้อไข้สมองอักเสบเจอี แต่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล

 • วัคซีน JE เป็นวัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของเด็กไทยอยู่แล้ว 

 • สำหรับผู้ใหญ่ และนักเดินทางต่างชาติ หากยังไม่เคยฉีด และจะต้องเดินทางในพื้นที่เสี่ยงควรฉีด Inactivated mouse brain JE vaccine แบบเร่งรัด จำนวน 3 ครั้งในวันที่ 0,7,28 หรือฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ CD-JE VaxTM 1 เข็ม ซึ่งวัคซีนดังกล่าวนิยมใช้มากขึ้นในผู้เดินทาง เนื่องจากมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูง และฉีดเพียง 1 เข็ม สามารถป้องกันโรคได้นาน 

13.   วัคซีนโรคจากเชื้อฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนเซ่ทัยป์บี หรือฮิบ (Hib1)

 • แนะนำให้ฉีดวัคซีนเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี แต่เด็กที่จะเดินทางควรพิจารณาให้วัคซีนจนถึงอายุ 5 ปี และยังไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ ควรพิจารณาให้วัคซีนโดยฉีด 1-3 ครั้ง ห่างกัน 2 เดือน ขึ้นกับอายุที่ฉีด

 • ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อเดินทางจากประเทศที่มีอุบัติการณ์โรคนี้ต่ำเช่นประเทศไทยไปยังประเทศที่มีอุบัติการณ์สูงเช่น ประเทศทางตะวันตก อลาสก้า 

14.   วัคซีนโรคจากเชื้อนิวโมคอคคัส (Pnc)

 • นักเดินทางที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ ควรได้รับวัคซีน Pnc โรคประจำตัวเหล่านี้ได้แก่ โรคธาลัสซีเมีย โรคsickle cell โรคความผิดปกติของเลือดต่างๆ โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ น้ำไขสันหลังรั่วซึม เบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรครับแข็ง และติดเชื้อเอชไอวี

 • วัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV) ควรให้แก่เด็กปกติอายุ 2 เดือน ถึง 5 ปี และให้แก่เด็กที่มีความเสี่ยงสูงอายุ 2 เดือน ถึง 6 ปี โดยฉีด 1-4 เข็ม ในผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป 

15.   วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

 • โดยโรคไข้เหลืองนับเป็นโรคระบาดที่สำคัญที่นำโดยยุง และพบเฉพาะประเทศในแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ 

 • ผุ้ที่จะเดินทางเข้าไปในประเทศดังกล่าวทุกคนที่มีอายุมากกว่า 9 เดือน ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน 

 • ต้องถือเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนไปด้วย เพื่อการตรวจคนเข้าเมือง หรือขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ 

 • ผู้เดินทางทุกคนต้องตระหนักว่าประเทศที่ไม่ต้องการเอกสารการฉีดวัคซีนระหว่างประเทศไม่ได้หมายความว่าจะปลอดจากโรคไข้เหลือง

 • วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ สามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าชั้นใต้หนัง ให้ฉีด 1 ครั้ง และฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี หากยังมีความเสี่ยงต่อโรค

 • ข้อห้ามใช้วัคซีนนี้คือเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน รวมถึงไข่ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ว่าโดยกำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง ผู้ที่เป็นโรคของต่อมไทมัส ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มี CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/มม. สำหรับในกลุ่มผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร เด็กอายุ 6-9 เดือน จัดเป็นกลุ่มที่ควรระวังในการให้วัคซีน ต้องพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของวัคซีนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจให้วัคซีน 

 • ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ประเทศต่างๆ จำนวน 45 ประเทศดังต่อไปนี้ เป็นเขตติดต่อของโรคไข้เหลือง ซึ่งผุ้เดินทางเข้าประเทศไทยจากประเทศเหล่านี้ ต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนโรคไข้เหลืองเป็นเงื่อนไขในการเข้าประเทศ

 

        ในปัจจุบันการเดินทางในยุคของโลกไร้พรมแดน ทำให้โรคติดต่อหรือโรคระบาดแพร่กระจายข้ามทวีปอย่างรวดเร็ว การฉีดวัคซีนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายจะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรค เรามักคุ้นเคยกับการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก แต่ในความเป็นจริง เราสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลายชนิดได้ในทุกช่วงอายุ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

        เที่ยวกับครอบครัวอย่างมั่นใจในครั้งต่อไป อย่าลืมตรวจสอบการฉีดวัคซีนของตนเอง และผู้ร่วมทริปว่า ได้รับวัคซีนที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์แล้วหรือยัง รวมถึงการตรวจร่างกายก่อนเดินทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวในทริปนั้นไม่สะดุด และหมดสนุกซะก่อน