สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

หัวใจ...อวัยวะที่มีขนาดเล็กเท่ากำปั้น  แต่รับหน้าที่สำคัญและทำงานไม่เคยหยุด เราจะแนะนำให้รู้จักโรคต่าง ๆ เกี่ยวกับหัวใจและการรักษา รวมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำด้วยตัวคุณเอง 

 

 

 

หัวใจอวัยวะมหัศจรรย์

หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจจะอยู่ใต้กระดูกหน้าอก โดยมีตำแหน่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของหน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย

หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบนและ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับเลือดที่ใช้แล้วจากร่างกายแล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน เลือดที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดเลือดผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

ลิ้นปิด-เปิดในหัวใจมี 4 ลิ้น มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง และที่เส้นเลือดหลักในหัวใจ ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กั้นเพื่อให้การสูบฉีดเลือดไหลไปในทิศทางเดียว

ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน หัวใจจะมีอัตราการเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที การเต้นหรือการบีบตัวแต่ละครั้งเกิดจากตัวกระตุ้นทางกระแสไฟฟ้า ซึ่งถูกกระตุ้นโดยเซลล์พิเศษที่ชื่อ SA node กระแสไฟฟ้าที่ถูกกระตุ้นจาก SA node จะเดินทางผ่านชุดเส้นใยนำไฟฟ้าที่อยู่ทั่วทั้งห้องหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ

หลอดเลือดหัวใจ หัวใจต้องการออกซิเจนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นในร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) นำเลือดที่เต็มไปด้วยออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจแตกแขนงมาจากหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) โดยหลอดเลือดหัวใจจะพาดอยู่บริเวณพื้นผิวของหัวใจ และจะแยกเป็นเส้นเลือดแขนงย่อยมากมายที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

 

โรคและอาการที่เกี่ยวกับหัวใจ 

1.โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ปกติแล้วผนังภายในหลอดเลือดหัวใจจะมีลักษณะเรียบ การสะสมของชั้นไขมันและตะกอนอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่า ภาวะการสะสมไขมันภายในผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) นั้นเป็นผลเสียต่อหลอดเลือด เนื่องจากจะไปขัดขวางการไหลของเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น อาการเจ็บที่หัวใจอย่างรุนแรงหรือหัวใจวาย

หากเปรียบเทียบง่ายๆ การสะสมไขมันหรือตะกอนในหลอดเลือดก็จะเหมือนกับการสะสมของคราบสนิมในท่อน้ำเก่า ๆ มีเพียงเลือดจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะไหลผ่านไปได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ กับประสิทธิภาพของหลอดเลือดแคบ ๆ นี้

การรักษาโดยการใช้ยา

การรักษาโรคหัวใจโดยใช้ยานั้นมีอยู่หลายชนิด และแต่ละวิธีนั้นก็ส่งผลได้แตกต่างกัน การรักษาด้วยยาบางชนิดจะช่วยลดการทำงานหนักของทำงานของหัวใจ (heart stress) และมีอีกหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการสูบฉีดโลหิตของหัวใจของผู้ป่วย

การรักษาโดยไม่ใช้ยา 

มัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ โดยลูกโป่งถ่างขยายและการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ(Coronary Angioplasty and Stent Placement)

มัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ โดยลูกโป่งถ่างขยาย (PTCA) และการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ใช้เปิดจุดอุดตันในหลอดเลือดจากภายในหลอดเลือด โดยใช้วิธีเดียวกับการวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจ คือจะสอดสายยางเข้าทางเส้นเลือดที่ขาหนีบหรือที่แขน และสอดไปตามเส้นเลือดสู่หัวใจ ตรงปลายสายยางนี้จะมีลูกโป่งขนาดเล็กอยู่ เมื่อสายยางจะทะลุผ่านหลอดเลือดที่อุดตันอยู่ก็จะถูกทำให้ขยายตัวเพื่อขยายหลอดเลือดและเปิดทางให้กับการไหลของเลือด ถ้าอยู่ในบริเวณที่สามารถทำได้ก็จะฝังขดลวดขยายหลอดเลือด (stent) ขดลวดนี้ทำหน้าที่เป็นโครงในหลอดเลือดตรงส่วนที่อุดตัน เพื่อเปิดให้หลอดเลือดขยายออกได้ดีขึ้น

การผ่าตัดเปิดหัวใจ

การผ่าตัดเปิดหัวใจจะใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีการไหลเวียนของเลือดเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ หรือปัญหาโรคหัวใจอื่นๆ การผ่าตัดหัวใจแบบธรรมดา ได้แก่ การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ การผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมแซมลิ้นหัวใจ การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจช่องบน การผ่าตัดกล้ามเนื้อหัวใจ การผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง

การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (Coronary artery surgery) : การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเป็นการผ่าตัดเพื่อใช้เส้นเลือดดำจากร่างกายมาต่อโดยข้ามผ่านเส้นเลือดแดงหลักที่มีการอุดตัน หลอดเลือดที่นำมาใช้ ได้แก่ หลอดเลือดดำที่ขา (saphenous vein) หลอดเลือดแดงจากหน้าอก (internal mammary artery) หลอดเลือดบริเวณปลายแขนด้านใน (radial artery) หรือหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกระเพาะ (Gastroepiploic artery) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของท่านจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้หลอดเลือดจากส่วนไหนมาใช้ในการผ่าตัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนและตำแหน่งที่เกิดการอุดตันเป็นหลัก การผ่าตัดบายพาสนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อบรรเทาอาการปวดรุนแรงบริเวณหัวใจ และช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

การผ่าตัดเปลี่ยนและซ่อมแซมลิ้นหัวใจ (Heart valve surgery) : ลิ้นหัวใจอาจมีอาการผิดปกติหรือถูกทำลายตั้งแต่กำเนิด การติดเชื้อ (ไข้รูมาติกหรือไข้ดำแดง) และมีอาการแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น รอยแผลหรือความหนาเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ จะทำให้ลิ้นหัวใจเปิดยากขึ้น หรือไม่สามารถปิดได้สนิท ลิ้นหัวใจที่ถูกทำลายอาจจะซ่อมแซมได้ แต่โอกาสที่จะต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีมากว่า โดยอาจเป็นลิ้นหัวใจเทียมที่ทำจากวัสดุหรือที่ทำจากเนื้อเยื่อคนหรือสัตว์มากกว่าก็ได้

การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจด้านบน (Atrial septum defect) : Atrial septum คือผนังกั้นห้องหัวใจด้านบน รูรั่วที่ผนังหัวใจด้านบน (ASD) คือภาวะที่มีช่องเปิดที่ผนังหัวใจด้านบน หรือที่เรียกว่า "รูรั่วภายในหัวใจ" ซึ่งเป็นภาวะการไม่เจริญเป็นผนังปิดที่สมบูรณ์ตั้งแต่ช่วงที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ การผ่าตัดปิดรูรั่วก็เพื่อให้โลหิตได้ไหลเวียนผ่านห้องหัวใจต่าง ๆ ได้ตามเส้นทางที่ควรจะเป็น

 

2. อาการหัวใจขาดเลือด

เมื่อหัวใจไม่ได้รับโลหิตที่มีออกซิเจนอย่างพอเพียง ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่เรียกว่าหัวใจขาดเลือด (Angina) ซึ่งมีสาเหตุจากการกระตุกในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวเป็นการเตือนว่าหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น

อาการที่แสดงถึงโรคหัวใจขาดเลือดของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เช่น เจ็บปวด หรือรู้สึกไม่สบาย จุกเสียด แน่นท้อง แน่นหน้าอก เป็นตะคริว หายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะ

อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในบริเวณหน้าอก ไหล่ หลังส่วนบน แขน คอ ในลำคอ หรือกราม เป็นต้น และอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รู้สึกเครียด ขณะที่ใช้แรงมากในการทำกิจกรรม หรือหลังมื้ออาหารหนัก ๆ อย่าละเลยโรคหัวใจขาดเลือด การพักผ่อนและการรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการหัวใจขาดเลือดอย่างได้ผล

 

3. หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

หัวใจวายเกิดขึ้นจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจก็เหมือนกับท่อน้ำที่ต่อไปยังหัวใจ ดังนั้นหากมีลิ่มเลือด การอุดตัน หรือการกระตุกของกล้ามเนื้อก็อาจขัดขวางการไหลของโลหิตไม่ให้เป็นไปอย่างสะดวก หัวใจในส่วนที่ไม่ได้รับออกซิเจนอาจจะถูกทำลายอย่างถาวร การทำลายที่มีต่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ต่าง ๆ ในหัวใจอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน เซลล์เหล่านี้จึงตายและเกิดเป็นเยื่อพังผืดขึ้นในบริเวณที่ถูกทำลายนี้

 กล้ามเนื้อหัวใจรักษาตัวเองได้ 

หลังจากมีอาการหัวใจวาย บริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายจะได้รับการรักษาด้วยกลไกของร่างกายและเกิดเป็นเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นที่บริเวณนั้น หลอดเลือดเล็ก ๆ สามารถขยายตัวออกได้เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงบริเวณรอบ ๆ เนื้อเยื่อพังผืดหรือบริเวณที่ถูกทำลาย นับตั้งแต่วันที่มีอาการหัวใจวายแล้ว เนื้อเยื่อพังผืดจะเริ่มก่อตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และก่อตัวเป็นเนื้อเยื่อพังผืดถาวรตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ถึง 3 เดือน การหมุนเวียนของโลหิตแบบใหม่รอบบริเวณที่ถูกทำลายนี้เรียกว่า collateral circulation การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะมีส่วนช่วยสร้างทางเดินโลหิตแบบใหม่นี้ การพักผ่อนและการเพิ่มการทำกิจกรรมทีละเล็กทีละน้อยเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และช่วยให้การสูบฉีดโลหิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

4. ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure - CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดเลือดอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของเลือดในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย 

อาการหัวใจล้มเหลว

• หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน

• น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน

• มือ เท้า หรือท้องบวม

• เหนื่อยมาก

• ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย

• นอนหลับยาก

อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

วิธีควบคุมอาการ

พบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยป้องกันอาการบวมน้ำและป้องกันการเพิ่มขึ้นของการหดเกร็งตัวของหัวใจ ชั่งน้ำหนักตัวและบันทึกไว้ทุกวัน ถ้าหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันให้รีบติดต่อหรือไปพบแพทย์โดยด่วน ควบคุมไม่ให้รับประทานอาหารที่มีโซเดียม (เกลือ) ตามที่แพทย์แนะนำ และพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

 

5.หัวใจเต้นผิดจังหวะ

ความเสียหายที่เกิดกับหัวใจอาจมีผลต่อระดับของกระแสไฟฟ้าในหัวใจ และทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) คือการถูกรบกวนซึ่งมีผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยจังหวะที่เปลี่ยนไปนั้นอาจเป็นในลักษณะเต้นช้าเกินไป เร็วเกินไป จังหวะไม่สม่ำเสมอ หรืออาจเกิดอาการทั้งหมดที่กล่าวมา บางกรณีก็จัดเป็นอาการร้ายแรง 

อาการต่าง ๆ นี้สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และอาจต้องผ่าตัดในบางกรณี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภทอาจะต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ (pacemaker) อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตอาจต้องรักษาด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (defibrillation) เพื่อทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง

 

สาเหตุของโรคหัวใจ

คำถามที่เกี่ยวกับการเป็นโรคหัวใจหลายประเด็นไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจบ่งชี้ว่าน่าจะมีส่วนในการพัฒนาไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันก็คือนิสัยหรือบุคลิกลักษณะเฉพาะบุคคลที่อาจเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ 

ปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 1.ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลง และ  2.ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

ควรตระหนักว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอายุ เพศ หรือประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวได้ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือชะลอโรคด้วยการตั้งใจควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดเองได้ คุณก็จะสามารถป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นอนาคตได้

ประวัติในครอบครัว หากมีประวัติของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจ คุณก็มีโอกาสมากที่จะหัวใจวาย รูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็อาจจัดอยู่ในปัจจัยนี้เช่นเดียวกับเรื่องพันธุกรรม

อายุ 55 ปีขึ้นไป โรคหลอดเลือดหัวใจมีความเกี่ยวเนื่องกับอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็มีโอกาสเกิดไขมันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น

เพศ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าโรคหลอดเลือดหัวใจพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศหญิงตัวหนึ่งที่ช่วยควบคุมปริมาณไขมันให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งผู้หญิงในวัยหลังหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้ ประกอบด้วย 

การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบและถุงลมโป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าสองเท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหันคิดป็น 2-4เท่าของคนไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวด้วย 

สารนิโคตินในบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่จะเกาะติดกับฮีโมโกลบินในเลือดได้ง่ายกว่าออกซิเจน ดังนั้นหัวใจอาจจะไม่ได้รับออกซิเจนพอกับความต้องการ นอกจากนี้สารเคมีเหล่านี้ก็อาจจะทำความเสียหายให้กับผนังหลอดเลือดด้วยเพราะฉะนั้นจึงไม่ควรสูบบุหรี่

ความดันโลหิตสูง : ความดันโลหิตสูงสามารถกระตุ้นให้กระบวนการของการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เนื่องจากต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเพื่อจะส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย

ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือภาวะสมองขาดเลือด คุณสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รู้จักผ่อนคลายและหาวิธีจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น

โคเลสเตอรอลสูง : โคเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นและพบในอาหารบางชนิด เมื่อเริ่มมีภาวะของโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้น พบว่าโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันที่พบและมีการสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ยิ่งมีระดับโคเลสโตรอลในเลือดสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการพัฒนาและเติมโตของโรคมากขึ้นเท่านั้น 

เพื่อรักษาระดับการรักษาระดับโคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องวางแผนการรับประทานอาหารโดยเลือกแต่อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำเท่านั้น

เบาหวาน : โรคเบาหวานคือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยนำน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย) หรืออาจเกิดจากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือด และยังกระตุ้นให้มีคราบสะสมเกาะภายในผนังหลอดเลือดอีกด้วย

ไลฟ์สไตล์แบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle) : การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การออกกำลังกายเป็นประจำมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เช่น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนักตัว และยังช่วยลดความเครียดของท่านได้อีกด้วย 

ถ้าโดยปกติไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ประมาณสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งเป็นอย่างน้อย) อีกทั้งรูปแบบการทำงานส่วนใหญ่จะนั่งอยู่กับโต๊ะ ไม่ค่อยต้องเคลื่อนไหวร่างกาย แสดงว่าคุณมีไลฟสไตล์แบบนั่งอยู่กับที่

 

การตรวจหาโรคหัวใจ

โดยทั่วไปแล้วมักจะไม่มีสัญญาณเตือนว่าได้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้ว แพทย์สามารถใช้การทดสอบสมรรถภาพของหัวใจ เมื่อมีปัญหาด้านหัวใจเกิดขึ้น

• ประวัติสุขภาพและการตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายโดยละเอียดช่วยให้ระบุได้ว่าเป็นโรคหัวใจ หรือกำลังจะเริ่มเป็นโรคหัวใจ ประวัติสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน จะมีข้อซักถามหลาย ๆ ข้อ เช่น ประวัติการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และนิสัยการออกกำลังกาย ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพของตนเองและของบุคคลภายในครอบครัวก็เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกัน

• การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG or ECG)

ECG เป็นคำย่อของคำภาษาอังกฤษว่า Electrocardiogram ภาษาไทยเรียกว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจรูปแบบของจังหวะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แผ่นนำไฟฟ้าจะถูกวางบนหน้าอกเพื่อจับสัญญาณกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะพิมพ์ออกมาบนกระดาษกราฟ รูปแบบของสัญญาณที่สม่ำเสมอแสดงว่าหัวใจทำงานปกติ แต่ถ้ามีความแตกต่างในบางจุดของรูปแบบสัญญาณไฟฟ้าก็อาจแสดงว่ามีบริเวณหนึ่งบริเวณใดของหัวใจได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำลาย วิธีการตรวจประเภทนี้ไม่ซับซ้อนและสามารถรับการตรวจได้ทั่วไป

• การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายคล้ายกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจคือ จะมีแผ่นตะกั่วชุดหนึ่งแปะติดกับหน้าอก มีการบันทึกในขณะที่ออกกำลังกาย เช่น การเดินบนสายพาน หรือการขี่จักรยานอยู่กับที่ การออกกำลังกายนี้จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น และความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น การทดสอบนี้ใช้วัดค่าการตอบสนองของหัวใจต่อความเครียดทางร่างกายด้วย เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในร่างกาย จำนวนของเลือดที่ไหลไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจที่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย

• การตรวจหาระดับเอนไซม์ในเลือด (Blood enzyme tests)

Cardiac enzymes คือสารที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหัวใจถูกทำลายเอนไซม์ตัวนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด การตรวจเลือดหาด้วยวิธีการนี้จะแสดงให้เห็นถึงระดับเอนไซม์ที่เพิ่มขึ้นหากคุณมีภาวะหัวใจวาย

• การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram)

การตรวจคลื่นหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อจับภาพเคลื่อนไหวของหัวใจ แพทย์จะศึกษาภาพเพื่อวัดและระบุถึงการทำงานและโครงสร้างของหัวใจ

• การตรวจ Radionuclide Scan

Radionuclide Scan เป็นการตรวจโดยใช้รังสีฉีดเข้ากระแสเลือดและไหลเข้าสู่หัวใจ กล้องชนิดพิเศษจะถ่ายภาพหัวใจแสดงบนจอภาพ เพื่อแพทย์จะได้สังเกตเห็นถึงการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจ

• การวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจ

การวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจเป็นการตรวจเอ็กซเรย์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยสอดสายยางขนาดเล็กเข้าทางหลอดเลือดที่ขาหนีบและสอดไปตามเส้นเลือดที่เข้าสู่หัวใจ สารมีสีชนิดพิเศษจะถูกฉีดผ่านสายยางนี้ เส้นเลือดในบริเวณที่มีภาวะตีบหรืออุดตันก็จะสามารถตรวจพบจากจอภาพเอ็กซเรย์

 

การรักษาโรคหัวใจ

การรักษาโรคหัวใจมีอยู่หลายวิธี แพทย์จะใช้ปัจจัยหลายๆ ข้อมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะวินิจฉัยว่าควรใช้วิธีใดในการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ปัจจัยต่างๆ ที่แพทย์นำมาพิจารณา ได้แก่

• จำนวนของเส้นเลือดที่อุดตัน

• บริเวณที่เส้นเลือดอุดตัน

• ประวัติการใช้ยา

• ความต้องการของผู้ป่วย

 

การใส่ใจและดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้จังหวะหัวใจที่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีอยู่กับเราไปได้นาน ๆ ห่างไกลโรคหัวใจ ฉะนั้นเริ่มดูแลสุขภาพหัวใจของตัวเองให้แข็งแรงกันได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ