สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

หากพูดถึงเรื่อง “อัลตราซาวนด์” คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายๆ คนอาจจะรู้จักแค่เบื้องต้น วันนี้โรงพยาบาลเพชรเวชจะพาไปทำความเข้าใจเรื่องของการอัลตราซาวนด์ให้มากขึ้น ว่ามีประโยชน์อย่างไร สามารถตรวจโรคอะไรได้บ้าง และจะส่งผลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่เมื่อเราทำการอัลตราซาวนด์

 

ตรวจอัลตราซาวนด์เช็คความผิดปกติ

          การอัลตราซาวนด์ (Ultrasound หรือ Ultrasound scanning) คือการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการใช้คลื่นเสียงกำลังสูงเกินระดับที่หูของคนเราจะได้ยินสะท้อนให้เกิดภาพ ซึ่งสามารถตรวจดูอวัยวะต่าง ๆ ทำให้เห็นได้ถึงความผิดปกติ บางชนิดซึ่งสามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์ได้ โดยทั่วไปการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด เพราะเป็นเพียงการใช้หัวตรวจเคลื่อนไปบนผิวหน้าท้องภายนอก ซึ่งไม่ต้องมีการใช้ยาชาหรือฉีดยา อีกทั้งคลื่นเสียงที่ใช้ก็มีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตราย 

 

ข้อบ่งชี้ของการตรวจ

          • ดูความผิดปกติทั่วไป เช่น นิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดี ก้อนเนื้อในตับ ก้อนเนื้อในมดลูก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น

          • เพื่อยืนยันกับการตรวจอื่น ๆว่าพบก้อนเนื้อหรือไม่

          • ติดตามดูความเปลี่ยนแปลงของรอยโรค

          • เพื่อดูเพศ, ความผิดปกติ, ขนาดของทารกในครรภ์

          • เพื่อช่วยในการเจาะอวัยวะที่สงสัย เพื่อการวินิจฉัย และการรักษา

          • ดูความผิดปกติของเส้นเลือดดำ, เส้นเลือดแดง ว่ามีการอุดตัน หรือขอด หรือโป่งพอง เป็นต้น

          • ดูสมองของเด็กทารก

ข้อจำกัด

          • ไม่สามารถตรวจอวัยวะสงบที่มีลมได้ เช่น ปอด หรือกระเพาะอาหาร

          • ไม่สามารถตรวจอวัยวะที่เป็นกระดูก หรือถูกกระดูกบังได้ เพราะกระดูกจะสะท้อนคลื่นเสียงกลับหมด ไม่สามารถทะลุทะลวงลงไปยังอวัยวะต่าง ๆ ได้

 

การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน

          เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องท้องส่วนบนเหนือระดับสะดือขึ้นไป ได้แก่ ตับ, ม้าม, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดีส่วนต้น, ไต และหลอดเลือดแดงใหญ่, ตับอ่อน (บางรายเห็นได้บางส่วน) ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น มีก้อนที่ผิดปกติ นิ่วที่ไต นิ่วที่ถุงน้ำดี เป็นต้น ผู้ที่จะตรวจส่วนใหญ่คือผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือมีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ตรวจได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

 

การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนล่าง

          เป็นการตรวจดูอวัยวะของช่องท้องส่วนล่างต่ำกว่าระดับสะดือลงไป ได้แก่ มดลูก, รังไข่ (หญิง), ขนาดของต่อมลูกหมาก (ชาย), กระเพาะปัสสาวะ, ไส้ติ่ง และบริเวณช่องท้องส่วนล่าง อื่น ๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ถุงน้ำในรังไข่, ก้อนเนื้อในมดลูก เป็นต้น

          การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนล่าง มักจะตรวจกันมากในกลุ่มผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มที่ปวดท้องประจำเดือนเป็นประจำ หรือประจำเดือนมามากมาน้อย ผิดปกติ ตรวจโดยใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณหน้าท้อง การตรวจด้วยวิธีนี้จะต้องตรวจในขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร (ผู้เข้ารับการตรวจจึงควรดื่มน้ำเปล่าและต้องกลั้นปัสสาวะ) ทั้งนี้เนื่องจากลมในลำไส้จะบดบังมดลูกและรังไข่ในผู้หญิงหรือต่อมลูกหมากในผู้ชาย ทำให้มองเห็นภาพอวัยวะได้ไม่ชัดเจน แต่เมื่อมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะมากพอทำ กระเพาะปัสสาวะจะช่วยให้เห็นมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้

 

การเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง

          • ในวันที่ทำการตรวจช่องท้องส่วนบน ควรงดอาหารที่มีไขมันและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป

          • การตรวจช่องท้องส่วนล่างควรดื่มน้ำเปล่า (อย่างน้อย 500ml) และกลั้นปัสสาวะไว้

          • การตรวจเต้านม สามารถตรวจได้เลย โดยไม่ต้องอดอาหาร

 

ขั้นตอนการตรวจเป็นอย่างไร

          การตรวจอัลตราซาวนด์จะให้การตรวจโดยแพทย์ ผู้ป่วยจะนอนบนเตียง แพทย์จะทาผิวหนังในบริเวณที่ตรวจด้วยเจล (Gel) เย็นๆเหมือนเจลทั่วไป เพื่อช่วยการส่งผ่านคลื่นเสียงจากหัวตรวจ ผ่านผิวหนังเข้าไปดูอวัยวะต่าง ๆ ในขณะตรวจแพทย์จะกดหัวเครื่องตรวจบนผิวหนัง/ร่างกายส่วนที่จะตรวจเบาๆ เคลื่อนไปจนทั่วบริเวณที่ตรวจ โดยแพทย์และผู้ป่วยจะมองเห็นภาพอวัยวะจากการตรวจบนจอเครื่องตรวจไปพร้อม ๆ กัน การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 10-45 นาที ขึ้นกับตำแหน่งอวัยวะที่ต้องการตรวจและความผิดปกติ

          หลังการตรวจอัลตราซาวนด์มักไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และสามารถกลับบ้านได้ทันที ผู้ป่วยจะสามารถขับรถ ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติ ผลการตรวจอัลตราซาวนด์ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นานหลังจากการตรวจเสร็จสิ้น ส่วนมากจะมีการวิเคราะห์ภาพที่ได้จากการอัลตราซาวนด์และส่งรายงานไปยังแพทย์ที่สั่งตรวจ โดยแพทย์อาจอธิบายหรือพูดคุยเกี่ยวกับผลลัพธ์การตรวจได้ภายในวันนั้นเลยว่าปกติหรือมีความผิดปกติบริเวณอวัยวะส่วนไหนอย่างไร

 

          การอัลตราซาวนด์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ช่วยในการตรวจหาโรค ใช้เวลาไม่นานในการตรวจ และยังช่วยให้แพทย์สามารถทำการตัดสินใจในการให้การรักษาได้ดีขึ้นอีกด้วย