สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

News & Events

  ข้อสะโพกเป็นข้อหนึ่งในร่างกายที่ต้องรับน้ำหนักของตัวเรามากที่สุด ข้อสะโพกเป็นรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกต้นขา เมื่อเกิดภาวะข้อสะโพกเสื่อมความน่ากลัวของโรคนี้คือ เมื่อปล่อยให้เกิดภาวะเรื้อรัง วิธีเดียวที่จะรักษาได้คือการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม นั่นเอง

           การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือการผ่าตัดเพื่อนำส่วนของข้อสะโพกเดิมที่เสื่อมสภาพ, กระดูกตายหรือแตกหักออก และทดแทนข้อใหม่ด้วยข้อสะโพกเทียม (Prosthesis) เพื่อให้มีการเคลื่อนไหว คล้ายคลึงการเคลื่อนไหวของข้อจริงมากที่สุด

 

 

สาเหตุของการปวดข้อสะโพกเรื้อรัง

          สาเหตุที่พบบ่อยของการปวดข้อสะโพกเรื้อรัง คือ โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด, โรคข้อเสื่อม, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, และโรคข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุ

          โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (Avascular necrosis) เป็นภาวะที่หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้หัวกระดูกสะโพกยุบตัวพบบ่อยในคนที่มีอายุประมาณ 30 - 40 ปี สาเหตุมักเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสเตียรอยด์, อุบัติเหตุกระดูกสะโพกเคลื่อนหรือคอกระดูกสะโพกหักเคลื่อน, และการฉายรังสีบริเวณกระดูกสะโพก

          โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) มักเกิดในผู้ป่วยอายุมากกว่าห้าสิบปีและบ่อยครั้งมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม บางครั้งอาจเกิดจากการกระตุ้นให้ผิวข้อไม่เรียบแต่กำเนิด เมื่อผิวข้อสะโพกที่ไม่เรียบมาเสียดสีกันก็เป็นเหตุให้ปวดข้อสะโพกและมีการเคลื่อนไหวที่ติดขัด

          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคที่เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ ก่อให้เกิดอาการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ เกิดได้กับข้อต่าง ๆทั่วร่างกาย มีอาการอักเสบแบบเป็นๆหายๆ เกิดการทำลายของผิวข้อ ผู้ป่วยมักมีอาการหลายข้อ ที่พบบ่อยคือข้อนิ้วมือ มักมีอาการข้ออักเสบมาเป็นเวลานาน

          โรคข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุ (Traumatic Arthritis) เกิดตามหลังการบาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณข้อสะโพกผิวข้ออาจถูกทำลาย หรือเกิดภาวะหัวสะโพกขาดเลือด ทำให้เกิดการปวดสะโพกข้อยึดเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมในที่สุด

          โรคข้อกระดูกสะโพกหัก (Femoral neck fracture) พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคกระดูกพรุนที่ประสบอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสะโพก

          ข้อสะโพกผิดปกติแต่กำเนิด(Congenital Hip diseases) เป็นข้อสะโพกเสื่อมที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อสะโพกพัฒนาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่มีอาการเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

เมื่อไหร่ที่จะต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

          การตัดสินใจรับการผ่าตัดควรทำร่วมกันระหว่างผู้ป่วย, ครอบครัวผู้ป่วย และศัลยแพทย์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีอายุระหว่าง 60 – 80 ปี ข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค, ความเจ็บปวด, ความทุพพลภาพ และสุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย แพทย์จะประเมิน ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดของผู้ป่วยและร่วมกันพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

 

ข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมโดยทั่วไปมีดังนี้

          • มีอาการเจ็บปวดข้อสะโพกมาก จนจำกัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินหรือการงอสะโพก

          • อาการเจ็บปวดสะโพกเกิดขึ้นตลอดเวลาในขณะพัก ทั้งกลางวันและกลางคืน

          • มีอาการปวดตึงในข้อสะโพก จนจำกัดความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือการยกขา

          • เมื่อรับการรักษาทางยาอย่างเต็มที่ ร่วมกับการรักษาทางกายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน ผู้ป่วยก็ยังมีอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบรรเทาเพียงเล็กน้อย

          • เกิดอันตราย หรือผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา

          • กระดูกสะโพกหักชนิดที่ไม่เหมาะสมที่จะรักษาด้วยวิธีใช้โลหะยึดดามกระดูก

 

ข้อห้ามในการทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

          1. ข้ออักเสบติดเชื้อ ที่ยังมีการอักเสบอยู่

          2. ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกอ่อนแรงมากและอาจทำให้ข้อสะโพกหลุดเคลื่อนได้ง่าย

          3. ผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่จะมีผลกระทบต่อข้อสะโพกที่จะทำผ่าตัด

          4. ผู้ป่วยที่มีโรคเลือดหรือหลอดเลือดที่มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง

          5. ผู้ป่วยที่เกิดภาวะกระดูกพรุนที่รุนแรงมาก บริเวณข้อสะโพก

          6. ผู้ป่วยที่อ้วนมาก ๆ

 

ข้อสะโพกเทียมมีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

          1. เบ้าสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ ยึดกับเบ้าสะโพกที่กระดูกเชิงกราน

          2. ส่วนผิวเบ้าสะโพก ทำมาจากพลาสติกชนิดพิเศษ ทำหน้าที่เป็นผิวสัมผัสกับหัวสะโพกเทียม

          3. ส่วนหัวสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ มีรูปร่างกลมคล้ายกับกระดูกหัวสะโพกเดิม

          4. ก้านสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ ยึดเข้าไปกับโพรงกระดูกต้นขาส่วนต้น

 

วิธีการยึดข้อสะโพกเทียมกับกระดูก

          มี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกสะโพกของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่

          1. การใช้ซีเมนต์ชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับยึดกระดูกกับข้อเทียม

          2. การยึดข้อเทียมกับกระดูกโดยไม่ใช้ซีเมนต์ซึ่งกรณีนี้ข้อเทียมจะมีพื้นผิวแบบขรุขระ เนื้อกระดูกจะฝังตัวเข้าที่พื้นผิวนี้

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

          ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมจะมีอาการปวดสะโพกลดลงอย่างมาก การใช้งานและการเคลื่อนไหวรวมถึงการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัด ข้อสะโพกเทียม ไม่สามารถทำให้กลับไปทำกิจกรรมได้มากกว่าก่อนที่จะมีปัญหาปวดข้อสะโพกได้

 

ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

          ข้อสะโพกเทียมอาจมีความทนทานต่อการใช้งานในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสาเหตุ เช่น กิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย น้ำหนักตัว เทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ โดยทั่วไปข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งาน เฉลี่ยประมาณ 20 - 25 ปีถ้าได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

 

การเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

          • ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องได้รับทราบข้อมูลตลอดจนขบวนการเปลี่ยนแปลงหลังจากการผ่าตัด รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเทียม ข้อดีและประโยชน์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม รวมถึงข้อเสียและข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

          • การประเมินสุขภาพทั่วไป เมื่อผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนได้รับการผ่าตัด

          • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจเอกซเรย์ปอด, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการตรวจอื่น ๆ ตามความจำเป็น

          • การเตรียมผิวหนังบริเวณที่จะรับการผ่าตัด ผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัดจะต้องไม่มีภาวะติดเชื้อหรือการอักเสบ ถ้าเกิดมีอาการดังกล่าวควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนได้รับการผ่าตัด 

          • การบริจาคเลือด การผ่าตัดข้อสะโพกเทียมจะมีการเสียเลือด ผู้ป่วยบางรายมีเปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงสูง สามารถเลือกที่จะเก็บเลือดของตัวเองไว้สำรอง เพื่อนำไปใช้กับตนเองภายหลังการผ่าตัด

          • ยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ ผู้ป่วยควรต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่ารับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แพทย์จะแนะนำว่ายาประเภทใดที่ต้องหยุด หรือสามารถรับประทานได้จนถึงวันผ่าตัด ยาและสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรจะต้องหยุดรับประทาน อย่างน้อย 7 วันก่อนการผ่าตัด

          • การลดน้ำหนัก ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก แพทย์อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักก่อนรับการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดในการผ่าตัด

          • การประเมินสุขภาพช่องปากและฟัน ผู้ป่วยจะต้องไม่มีปัญหาการติดเชื้อที่ช่องปากและฟัน

          • การตรวจปัสสาวะ ถ้าผู้ป่วยมีประวัติการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นๆ หายๆ หรือในผู้ชายที่มีความผิดปกติของต่อมลูกหมาก มีความจำเป็นที่ต้องพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อร่วมประเมินก่อนการผ่าตัด

 

วันผ่าตัด และหลังการผ่าตัด

วันผ่าตัด

          วิสัญญีแพทย์ จะเป็นผู้ดูแลเรื่องการระงับปวดและระงับความรู้สึก ศัลยแพทย์จะใช้เวลาในการผ่าตัด ประมาณ 2 -3 ชั่วโมง   ศัลยแพทย์จะเปิดผิวหนังด้านข้างของสะโพก ตัดส่วนหัวของกระดูกต้นขาออก เตรียมโพรงกระดูกสำหรับใส่ข้อเทียม ทดลองใช้ตัวลองข้อเทียมเพื่อเลือกขนาดที่ เหมาะสม และทดสอบการเคลื่อนไหว ตามด้วยใส่ข้อเทียม ส่วนก้านในโพรงกระดูก ต้นขา และต่อส่วนหัวของข้อเทียม เข้ากับส่วนก้าน หลังจากนั้นแพทย์จะล้างใส่สายระบายเลือด และ เย็บปิดแผล

          หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะอยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อติดตามอาการหลังการผ่าตัด ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนจะย้ายไปพักในห้องอภิบาลเฉพาะ 1 คืนและย้ายขึ้นห้องพักผู้ป่วยปกติ อีก4-5 วันก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

 

หลังการผ่าตัด

          • ผู้ป่วยจะตื่นจากการผ่าตัดพร้อมกับมีสายและอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ ติดอยู่กับร่างกาย

          • ผู้ป่วยอาจมีอาการผะอืดผะอม หรือคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการดมยาสลบและยาแก้ปวด 

          • ให้ความร่วมมือและทำตามคำแนะนำของแพทย์ และพยาบาลที่ดูแลหลังการผ่าตัด 

          • ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับปวดอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดมากก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนปวด ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบทันที

          • เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางปอดหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้หายใจเข้าออกลึกๆ และไอออกหากมีเสมหะ

          • เพื่อป้องกันข้อสะโพกเทียมหลุดในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ การจัดท่านั่งและนอน เช่น การวางหมอนระหว่างขา เป็นสิ่งที่จำเป็น

          • ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกเดินในวันรุ่งขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน   ผู้ป่วยที่นั่ง ยืน หรือเดินได้เร็ว ก็ช่วยทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน

          • นักกายภาพจะมีโปรแกรมการสอนผู้ป่วยให้ทราบ ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อสะโพกและทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น

 

ภาวะแทรกซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด

          อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมค่อนข้างต่ำ ทีมแพทย์และพยาบาลจะดำเนินการตามมาตรฐานทางการรักษา เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่าง ๆ ให้มีโอกาสเกิดน้อยที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

          • การติดเชื้อของแผลผ่าตัด

          • ความไม่มั่นคงของข้อ ข้อเทียมหลุดหลวมหรือเคลื่อน

          • กระดูกหักบริเวณรอบ ๆ ข้อเทียม

          • ข้อเทียมชำรุด หัก หรือมีหินปูนจับรอบ ๆ ข้อเทียม

          • เจ็บปวดบริเวณที่ผ่าตัด

          • แนวขาผิดปกติหรือยาวไม่เท่ากันหลังการผ่าตัด

          • เกิดพยาธิสภาพต่อเส้นเลือด เส้นประสาท

          • เกิดลิ่มเลือดอุดตัน

          • งอข้อสะโพกไม่ได้เท่าที่ควร

          • ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ  ภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางอายุรกรรม

 

การเตรียมตัวและสถานที่พักฟื้นหลังการผ่าตัด

          เมื่อผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะสามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์พยุงเดินแต่ยังคงต้องระมัดระวังในการทำกิจวัตรต่าง ๆ การปรับปรุงสภาวะแวดล้อมที่บ้านจะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างสะดวกสบายขึ้น

          • ควรติดตั้งราวจับบริเวณห้องน้ำและที่อาบน้ำ

          • ควรติดตั้งราวจับ ตามทางเดินและบันได

          • ควรเตรียมเก้าอี้ที่แข็งแรง, มีพนักพิงและมีที่วางแขน เก้าอี้ต้องมีระดับความสูงที่เหมาะสมเมื่อนั่งแล้ว ข้อเข่าควรอยู่ต่ำกว่าข้อสะโพกเล็กน้อย

          • ควรเตรียมที่นั่งเสริมบนชักโครก 

          • ควรเตรียมเก้าอี้ที่แข็งแรงไว้สำหรับนั่งอาบน้ำ

          • ควรเตรียมที่ถูสบู่แบบมีมือจับ และมีฝักบัวที่สามารถถือได้

          • ควรเตรียมไม้เท้าที่จะช่วยให้หยิบจับของในระดับต่ำได้ง่าย

          • ควรเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยใส่รองเท้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องงอสะโพกมากเกินไป

          • ควรเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ให้กีดขวางทางเดิน

          • ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลถูกน้ำ หรือเปียกชื้น

          • รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีกากใยเพื่อป้องกันท้องผูก

          • บริหารร่างกายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามคำแนะนำของแพทย์

          • ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกผู้ป่วยยังคงต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินพร้อมกับเพิ่มระยะทางการเดินขึ้นเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ

          • ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกชาบริเวณผิวหนังรอบแผลผ่าตัด หรือรู้สึกตึง ๆ โดยเฉพาะเวลางอสะโพกมาก แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นตามเวลา

          • ผู้ป่วยจะสามารถขับรถยนต์ และออกกำลังกายเบาๆได้หลังผ่าตัด 4 - 6 สัปดาห์ ทั้งนี้ ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะผู้ป่วยแต่ละท่าน

          • โดยทั่วไปผู้ป่วยจะรู้สึกหายดี หลังจากได้รับการผ่าตัดไปแล้ว 3 - 6 เดือน

 

อาการผิดปกติที่ต้องรีบกลับไปพบแพทย์ ทันที

          • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดบวมแดง รอบแผลผ่าตัด

          • มีเลือดหรือหนองซึมจากแผลผ่าตัด

          • มีอาการปวดสะโพกมากขึ้นขณะเคลื่อนไหว หรืออยู่กับที่

 

ข้อควรระวังที่สำคัญ และข้อควรปฏิบัติ

          ข้อควรระวังที่สำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเพื่อป้องกันข้อสะโพกเทียมเคลื่อนหลุด ผู้ป่วยต้องปฏิบัติดังนี้

          • หลีกเลี่ยงการไขว้ขา

          • ใช้หมอนแทรกระหว่างขาเวลานอนหลับตอนกลางคืนจนกว่าแพทย์จะอนุญาตว่าไม่ต้องใช้

          • ป้องกันการล้ม โดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน จนกว่าข้อสะโพกจะแข็งแรงพอและเคลื่อนไหวได้ดี 

          • หลีกเลี่ยงการงอข้อสะโพกมากกว่า 90 องศา เช่นการนั่งยอง ๆ นั่งเตี้ยๆ หรือโน้มตัว ก้มเก็บของจากพื้น 

          • ห้ามบิดหมุนเท้าเข้าใน หรือออกนอกมากเกินไป

          • หลีกเลี่ยงการวิ่ง หรือ กระโดด เพราะทำให้ข้อหลุดหลวม หรือแตกหักได้

          • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การดันสิ่งของ และการหมุนตัวอย่างแรง

          • หลีกเลี่ยงการก้มพร้อมกับยันลงน้ำหนัก เช่น การปีนเขา หรือบันไดที่ชัน

 

ข้อควรปฏิบัติ

          • ควรมาพบแพทย์ตามนัดเสมอ 

          • ควรออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อตามที่ฝึกปฏิบัติขณะอยู่โรงพยาบาล อย่างต่อเนื่อง

          • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่อ้วน 

          • ต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งก่อนทำฟันว่าท่านมีข้อสะโพกเทียม เพื่อจะได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟัน

          • ผู้ป่วยควรนำบัตรแสดงการมีข้อเทียมโลหะอยู่ในร่างกายติดตัวไปด้วย เมื่อต้องผ่านอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น ที่สนามบิน

 

          ด้วยเทคนิควิธีการที่ทันสมัยไม่ตัดกล้ามเนื้อ ซ่อนแผลผ่าตัด แผลเล็ก ลดแผลเป็น เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว เคลื่อนไหวสะดวก ที่ทำให้ลดความบอบช้ำจากการผ่าตัดข้อสะโพกลดลงเช่นนี้ ทำให้อัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัดลดลง ไม่มีความจำเป็นต้องระวังข้อสะโพกเทียมจะหลุดหลังผ่าตัดเหมือนการผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น