สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

บริการทางการแพทย์

 

        “เพราะเป้าหมายสูงสุดของหมอ คืออยากให้คนไข้มีสุขภาพดี” นพ.บุญชู ศรีชัยเวทย์ จึงทุ่มเทให้กับการเจาะลึกไปยังศาสตร์เฉพาะทาง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และ Anti–aging หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย โดยมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา 

 

เส้นทางของผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและ Anti–aging 

นพ.บุญชู ศรีชัยเวทย์ จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากศิริราชพยาบาล จากนั้นเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ทั่วไปและด้านอายุรศาสตร์หัวใจ และมีโอกาสทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 7 ปี ที่แผนกโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ หรือที่เรียกว่ามัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจ ( Interventional Cardiology) ประเทศแคนาดา ปัจจุบันเป็นแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำ Better Life Anti-Aging Center โรงพยาบาลเพชรเวช

 

เมื่อความท้าทายของศาสตร์ใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจ

การเป็นหมออายุรกรรมโรคหัวใจ ทำให้คุณหมอต้องเจอคนไข้จำนวนหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต บางโรคต้องรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจซ้ำหลายครั้ง จนสุดท้ายอาจต้องเสียชีวิตเพราะอาการแทรกซ้อน นี่คือจุดเริ่มต้นของความสนใจในการศึกษาด้าน Anti-aging หรือเวชศาสตร์ชะลอวัยของนพ.บุญชู ศรีชัยเวทย์ โดย Anti-aging คือการดูแลร่างกายจากภายในสู่ภายนอก เน้นทานดี ออกกำลังกายไม่ขาด หลักการดูแลสุขภาพที่จะทำให้ทุกคนดูดี ไม่มีโรค ผิวพรรณเปล่งปลั่ง “เพราะการป้องกันสำคัญมากกว่าการรักษา”

 

เทคแคร์แม้รายละเอียดเล็กๆ 

ซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เอาใจใส่แม้รายละเอียดเล็กๆ เพราะคนไข้หลายคนมีความผิดปกติในร่างกายโดยไม่รู้ตัว เช่น โรคอ้วน ภาวะอ่อนเพลีย หรือแม้กระทั่งภาวะอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถรักษาให้กลับมาปกติได้ โดยใช้วิธีการรักษา Anti-aging  ที่โรงพยาบาลเพชรเวช

 

เคสประทับใจ เกิดแนวคิด “ป้องกันสำคัญกว่าการรักษา”

เมื่อครั้งหนึ่ง คุณหมอต้องยื้อชีวิตหนุ่มวัย 30 ปี จากอาการหัวใจหยุดเต้นขณะเตะฟุตบอล หลังกดนวดหัวใจ (CPR) นาน 2 ชั่วโมง จึงรีบทำบอลลูนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจทันที และสามารถช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ การรักษาคนไข้ครั้งนี้จึงเป็นกรณีศึกษาในการตรวจหาโรคหัวใจตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะโรคทางหัวใจในผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการแสดงเตือนก่อน จึงเกิดเป็นแนวคิดการรักษาคนไข้แบบเน้นป้องกันโรคก่อนจะป่วย

 

Anti-aging เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเพชรเวช

ประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในสายอาชีพหมอของนพ.บุญชู ศรีชัยเวทย์ บวกกับความตั้งใจของโรงพยาบาลเพชรเวช ที่จะผลักดันให้เวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-aging เป็นศาสตร์ที่เข้าถึงได้ เพื่อให้คนไข้เห็นความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ สามารถรับประทานฮอร์โมนหรือวิตามินในราคาที่จับต้องได้ สบายกระเป๋า ที่โรงพยาบาลเพชรเวช “รับใช้ใกล้ชิด อย่างมิตรแท้”

 

จากจุดเริ่มต้นที่ตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ นี่เองจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกเรียนแพทย์เพื่อรักษาตัวเองและคนรอบข้าง คุณหมอย้ำกับทีม Doctor Star ว่า การทำงานในอาชีพนี้ความใส่ใจคือเครื่องมือสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคต่าง ๆ ได้

 

แรงบันดาลในการเป็นหมอ

   หมอเรียนจบแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนจบเฉพาะทางหู คอ จมูก ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี ปัจจุบันทำงานตำแหน่งแพทย์ประจำแผนก หู คอ จมูก ดูแลรับผิดชอบแผนก หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนใหญ่จะดูแลผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ มีก้อนหรือต่อมที่คอ คอโต รวมถึงปัญหาเรื่องหูและจมูก

   และด้วยความที่ตัวหมอเองเป็นภูมิแพ้ จึงเป็นอีกแรงบันดาลใจให้อยากจะรักษาตัวเองและคนในครอบครัวจากโรคนี้ ซึ่งถ้าหมอรักษาตัวเองและคนในครอบครัวให้ดีขึ้นได้ หมอก็จะช่วยรักษาผู้ป่วยของหมอให้ดีขึ้นได้ด้วย

 

กว่าจะมาถึงจุดนี้

   ในช่วงที่เรียนก็ต้องทุ่มเทมาก โดยเฉพาะช่วงเรียนเฉพาะทางที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจะมีผู้ป่วยเยอะ และจะป่วยเป็นโรคที่รักษาค่อนข้างยาก เช่น โรคมะเร็ง ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาคนเรียนหมอจะต้องเรียนหนักกันทุกคน ต้องอดหลับอดนอน ทั้งเรียน ทั้งสอบ ดูแลผู้ป่วยและอยู่เวรกลางคืน คือต้องทำทุกอย่าง เรียกว่าใช้ทั้งความอดทนและความทุ่มเทเพื่อทำทุกอย่างออกมาให้ดี 

 

เน้นปฏิบัติมากกว่าการรักษา

   เทคนิคการดูแลคนไข้ของหมอก็คือ จะให้คำแนะนำโดยเน้นให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวเป็นหลัก ส่วนยาหมอก็จะใช้ควบคู่กันไป และเน้นให้คำแนะนำการป้องกันเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยจะได้ไม่เสียเวลาลางานมารักษาเพิ่มเติม เพราะการรักษาเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามากกว่าการป้องกัน ถ้าดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเหมาะสมก็จะช่วยได้มากและง่ายกว่าด้วย  

สำหรับหลักในการทำงานของหมอก็คือ ผู้ป่วยต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่หมอคนหนึ่งจะให้ได้ 

 

เคสประทับใจ

   เป็นเคสของคุณลุงที่เป็นมะเร็งกล่องเสียง ได้ตรวจร่างกายและส่งไปผ่าตัดแล้ว ทำการรักษาไปถึงขั้นตอนฉายแสงและให้เคมีบำบัด อาการก็ดีขึ้นและเหมือนจะหายดี แต่โรคก็กลับมาเป็นซ้ำอีก คุณลุงต้องออกจากงานมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล หมอก็ช่วยสุดความสามารถและทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยผู้ป่วย โดยทั้งผู้ป่วย ภรรยาผู้ป่วยและครอบครัวเราต่างฝ่ายต่างก็สู้ไปด้วยกัน เราสู้กันมา 3-4 เดือนเต็ม แต่สุดท้ายคุณลุงก็เสียชีวิต 

   หมอประทับใจเคสนี้ เพราะตลอดเวลาของการรักษาทุก ๆ คนช่วยกัน  ตั้งแต่คนไข้ หมอ พยาบาล รวมทั้งญาติๆ ของคนไข้เราฝ่าฝันอุปสรรคไปด้วยกันจนถึงวินาทีสุดท้ายจริง ๆ เป็นการร่วมมือกันของครอบครัวผู้ป่วยที่สู้ไปกับหมออย่างเต็มที่ 

 

โดดเด่น..ที่ใส่ใจ 

   สำหรับตัวหมอจะเน้นการใส่ใจที่มีต่อผู้ป่วย หมอเป็นคนจ้ำจี้จ้ำไชกับผู้ป่วยมาก จะสอบถามเสมอว่ากินยาครบไหม ปฏิบัติตัวตามที่หมอบอกหรือเปล่า  เพราะหมอจะให้เน้นเรื่องการปฏิบัติตัวมากกว่า หมอเชื่อว่าไม่มีผู้ป่วยคนไหนอยากกินยา แต่ทุกคนอยากหาย อยากใช้ยาน้อยที่สุด  ดังนั้นการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจึงเป็นความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องรู้ แต่หลาย ๆ คนละเลยกับเรื่องตรงนี้ไป หมอเลยจะใช้วิธีพูดคุยแนะนำสิ่งที่ควรทำกับคนไข้เพื่อให้เขาไปดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด

 

   จากการพูดคุยกับ พญ.นริศตา ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า นอกจากจะใช้ความรู้ในการดูแลคนไข้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือคุณหมอยังใส่ใจผู้ป่วยทุกคน ซึ่งเคล็ดลับนี้นอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเติมกำลังใจซึ่งเป็นยาขนานเอกชั้นดีในการต่อสู้กับโรคร้ายให้กับคนไข้อีกด้วย 

 

กว่าจะมาเป็นหัวหน้าแผนก OPD PREMIUM  ชั้น 16  Premium Clinic โรงพยาบาลเพชรเวช คุณสุรัสวดี โอรักษ์ ได้สะสมประสบการณ์และความมุ่งมั่นในการทำงานดูแลคนไข้และดูแลทีมงาน แต่ด้วยกำลังใจจากคนในครอบครัวเพื่อนร่วมงาน และที่สำคัญคือความรักในงานพยาบาล อาชีพที่ต้องพร้อมเสียสละช่วยเหลือคนอื่น 

เรียนพยาบาลเพื่อคุณแม่

เหตุผลหลักเลยคือทำตามความฝันให้คุณแม่ โดยคุณแม่ให้เหตุผลว่าเป็นลูกผู้หญิงควรจะเป็นพยาบาล เป็นอาชีพที่ได้ช่วยเหลือคนและมีเกียรติด้วย เราเรียนจบจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน ตอนเรียนก็ยากพอสมควรต้องใช้ความพยายามความตั้งใจ รวมถึงได้กำลังใจจากคุณแม่ ดีใจมากที่ทำให้คุณแม่ภาคภูมิใจในตัวเรา  

กว่าจะมีวันนี้

ช่วงเริ่มทำงานต้องใช้ความตั้งใจและความจริงจังมากขึ้น เริ่มทำงานจากระดับปฏิบัติการ 4 ปี และย้ายไปเป็นพยาบาลประจำห้องคลอดอีกประมาณ 8 เดือน จากนั้นก็ได้เป็นหัวหน้าห้องคลอด ต้องดูแลทั้งคุณแม่และลูกก็เกิดเป็นความรักความผูกพันขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว หัวใจสำคัญในการทำงานคือต้องมองคนไข้เป็นศูนย์กลาง ดูแลด้วยใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียดของคนไข้ เราทำงานในตำแหน่งหัวหน้าห้องคลอดอยู่ 5-6 ปีก็ได้เป็นผู้จัดการส่วน ตอนนั้นทำงานหนักมากต้องบริหารทั้งงานและคนทำงาน แต่ก็ได้เรียนรู้มากเช่นกัน  

จากนั้นก็ได้มาเริ่มงานที่โรงพยาบาลเพชรเวช แน่นอนว่าทำงานอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพื่อดูแลและบริการด้วยความเต็มใจ เพราะงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการคืออาชีพที่ต้องมีความอดทนสูงมาก ต้องใช้รอยยิ้มในการรับปัญหาต่าง ๆ  ที่เข้ามา เราเองเคยเป็นผู้ใช้บริการและโดนกระทำไม่ดีจากพนักงานที่ให้บริการ จึงทำให้กลับมาคิดใหม่ว่าผู้ใช้บริการจะรู้สึกอย่างไรถ้าโดนกระทำแบบเรา ตอนนี้เลยพยายามอบรมน้อง ๆ ที่อยู่ในทีมทั้งหมดให้มีใจบริการที่แท้จริง และคิดเสมอว่า ใจเขาใจเรา เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก 

เคล็ดลับที่จะทำให้คนไข้ประทับใจก็คือ อันดับแรกคือการยิ้มแล้วเข้าไปคุยกับผู้ใช้บริการไม่ว่าเราจะถูกหรือผิดจะขอโทษไว้ก่อน และดูแลเขาให้เหมือนคนในครอบครัว

งานที่ประทับใจ 

การทำคลอดทารกออกมาน้ำหนักเพียง  700  กรัมและดูแลจนน้องรอดปลอดภัย ถือว่าน้องมีพัฒนาการที่ดีสมบูรณ์ เราดูแลทั้งแม่และลูกจนได้กลับบ้านไป แล้วคุณแม่ก็ยังพาน้องมาหามาทักทายภูมิใจค่ะที่เขาจดจำเราได้ และอีกความประทับใจคือทำงานตรงนี้เราได้มีกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้น ผู้ใช้บริการให้ความสนิทสนมมีของมาฝากเสมอ ๆ มีความผูกพันกันทำให้รู้สึกดีมาก

คุณสมบัติเด่นของอาชีพนี้

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเคสที่ทำคลอดเด็กที่มีน้ำหนักตัวเพียง 700 กรัมให้ปลอดภัยได้ จะบอกตัวเองว่าเราทำได้ซึ่งทำให้เราภูมิใจมาก และเมื่อได้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการส่วน งานก็ยิ่งหลากหลายท้าทายความสามารถมากขึ้น ทำให้ต้องเรียนรู้และต้องทำได้ทุกอย่าง 

สำหรับคติประจำใจจะคิดเสมอว่า “เหนื่อยกายพักผ่อนก็หาย” ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด หากทำได้มากกว่านั้น นั่นคือกำไรเพราะเราจะได้เรียนรู้เยอะขึ้น 

 

เรื่องราวชีวิตของคุณสุรัสวดี โอรักษ์ เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการบริการ ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นข้อสำคัญคือต้องมีความจริงใจและรอยยิ้มให้ผู้ที่มาใช้บริการเสมอนั่นเองค่ะ

 

        พบกับสาวเก่ง คล่องแคล่ว ว่องไว สมกับการเป็นพยาบาลหัวหน้า ER ประจำโรงพยาบาลเพชรเวช คุณสุทธิดา สุทธิศิริภาส เธอจะมาเล่าถึงมุมมองในการทำงานและวิธีการดูแลทีมงานห้อง ER  มาทำความรู้จักกับเธอกันเลยดีกว่าค่ะ

   นพ.ประสพโชค ทองสาลี แพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป ประจำห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเพชรเวช คุณหมอที่ถือผลประโยชน์ของคนไข้เป็นหลักสำคัญในการทำงาน  Star Doctor ครั้งนี้จะพาไปทำความรู้จักคุณหมอเพิ่มขึ้น ผ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ต่าง ๆ ในการทำงานจริงค่ะ 

 

แรงบันดาลใจจากซีรี่ย์ดัง 

   จุดเริ่มต้นของการเป็นหมอ จริงๆเริ่มจากกระแสที่คนเรียนเก่งต้องเรียนหมอแต่ยังไม่แน่ใจ บวกกับทางครอบครัวต้องการให้รับราชการ รวมถึงการไปเข้าค่ายอาสาก่อนเรียนแพทย์ทำให้รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งนั้น แต่นอกจากแรงผลักดันจากครอบครัวแล้ว อีกหนึ่งแรงบันดาลใจคือ ซีรี่ย์เรื่อง ER ซึ่งสะท้อนชีวิตหมอเนื้อเรื่องเน้นดราม่าทางการแพทย์แต่ละเคสน่าสนใจ ที่สำคัญคือตัวเอกของเรื่องเก่งมากก็เลยอยากเป็นหมอที่ทำได้แบบนั้น (ยิ้ม)  สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ประสบการณ์ประทับใจ

   ตอนที่เรียนแพทย์จะมีคนดูแล คอยช่วยเหลือตลอดไม่ว่าทำการรักษาอะไร แต่พอคืนแรกของการเป็นหมอเต็มตัวก็เจอเคสที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัดใส่ท่อระบายทรวงอก ผู้ป่วยมีภาวะความดันต่ำลงเรื่อย ๆ ชีพจรเต้นช้าลง ตอนนั้นกลัวและกังวลเพราะเราต้องเร่งรักษา และเป็นครั้งแรกที่ทำคนเดียว แต่ด้วยความที่เป็น leader คนเดียวก็ต้องตั้งสติ สุดท้ายก็ช่วยคนไข้สำเร็จทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ถือเป็นเคสที่ประทับใจ

   นอกจากเคสที่ตื่นเต้นแล้วก็มีเคสที่สร้างเสียงหัวเราะเหมือนกัน กลางดึกวันหนึ่งเวลาประมาณตี 2 มีคนไข้แจ้งว่าถูกผีเข้ามาที่โรงพยาบาล หมอเลยถามญาติคนไข้ว่า คิดว่าผีเข้าทำไมถึงไม่ไปวัดล่ะ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ  อ๋อ..ตอนนี้เจ้าอาวาสนอนแล้วก็เลยพามาหาหมอก่อน ... อ๋อ..เจ้าอาวาสนอน แต่หมอไม่นอนเนอะ ตรงนี้หมอก็มองเป็นเรื่องขำขันไป  รายนี้สุดท้ายหมอก็รักษาไปตามปกติและให้ยารักษาอาการทางประสาทไป 

 

หัวใจสำคัญของหมอ ER

   แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินเป็นงานที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเจอกับผู้ป่วยรูปแบบใดและเวลาไหน แต่ 2 สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ 1.การตัดสินใจที่รวดเร็วฉับไว และ 2.การอุทิศตนเสียสละ เราอาจจะไม่มีเวลาพักที่แน่นอนเหมือนแพทย์แผนกอื่น เพราะเราไม่อาจคาดเดาเวลาที่คนไข้ฉุกเฉินมาฉะนั้นหลาย ๆ ครั้งที่อยู่เวร หมอจะใช้เวลาพักเที่ยงให้น้อยที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมตลอดเวลา บางที่ไม่ได้กินข้าวจนเป็นลมก็มี

 

ความกดดันของงาน ER

   ยอมรับว่ามีความกดดันในเรื่องการรักษาเพราะบางอย่างมันรีบหมดและบางทีก็มีหลายๆเรื่องให้ต้องทำ หมอจะคิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรให้ผู้ป่วยปลอดภัยที่สุด โดยตัวงานมีลำดับขั้นตอนอยู่ เมื่อมีสติทำตามลำดับขั้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยก็ปลอดภัย แต่เรื่องที่รู้สึกกดดันมากก็คือ ปริมาณของคนไข้ที่บางครั้งมากเกินไป โดยตัวส่วนตัวหมอเองไม่ชอบให้ผู้ป่วยรอนานจึงพยายามเร่งตัวเองเลยกลายเป็นกดดันตัวเองไป ถามว่าเครียดไหมก็เครียด แต่หมอก็โอเคนะครับอยู่กับนิสัยตรงนี้ได้

 

กิจกรรมยามว่าง

   หมอมีวิธีผ่อนคลายด้วยการเข้ายิม ออกกำลังกายแบบ Cadio  ต่อยมวย รู้สึกว่าช่วยระบายความเครียดได้ดีมาก พอได้ออกกำลังกายหนัก ๆ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข ช่วยให้ผ่อนคลายมีความสุข กิจวัตรประจำวันหมอก็จะเป็นแบบนี้ ตื่นเช้าไปทำงาน ไปยิม กลับบ้าน นอน แต่ถ้าเหนื่อยมาก ๆ ก็จะหาเวลาไปเที่ยวพักผ่อนครับ

 

เทคนิคสื่อสารกับคนไข้และญาติ

   หมอคิดว่าการพูดตรง ๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุด ถ้าผู้ป่วยอาการหนักก็ไม่อ้อมค้อม จะบอกเลยว่าแย่นะแต่หมอจะรักษาเต็มที่เท่าที่ทำได้ คือต้องให้เขารู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร ตรงนี้อาจารย์ของหมอเคยสอนไว้ว่าให้พูดในกรณีที่ผู้ป่วยแย่ที่สุดที่สามารถเป็นได้ ให้เค้าเตรียมพร้อมและให้เค้ารู้ไปพร้อมกับเราเพื่อไม่ให้ถึงจุดที่แย่ที่สุด และห้ามพูดว่าดี เดี๋ยวก็กลับบ้าน สบายไม่เป็นไรแน่นอน เพราะต้องเข้าใจว่าทางการแพทย์ไม่มีอะไร 100% คนไข้มีโอกาสที่จะทรุดได้เสมอ เพราะฉะนั้นหมอก็จะคุยว่าตอนนี้ตรวจแล้วไม่มีอะไร แต่ถ้ากลับไปแล้วไม่ดีขึ้นให้มาโรงพยาบาลได้เสมอ

 

คติในการทำงาน

   ในการทำงาน “หมอจะถือประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลัก” คือทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดในการเข้ารับการรักษา

   ได้รู้จัก น.พ.ประสพโชค ทองสารี กันไปบ้างแล้ว คงได้เห็นถึงความตั้งใจ ทุ่มเทและเสียสละในงานและเพื่อคนไข้ของคุณหมอกันไปแล้ว ดังนั้นวางใจได้ว่าเมื่อคนไข้อยู่ในมือคุณหมอจะรักษาอย่างเต็มที่และดูแลด้วยความเต็มใจอย่างแน่นอน