สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

        หน้าหนาวหรือฤดูหนาว เป็นช่วงของเวลาที่อากาศจะเย็นลงจากเดิม และในบางพื้นที่อาจจะเย็นลงโดยเฉียบพลัน ทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายของเราต้องปรับอย่างรวดเร็วเพื่อรับกับอุณหภูมิภายนอก จากสภาวะอากาศแบบนี้ทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กวัยกำลังโต  ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีอาการป่วยหรือสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมาอยู่แล้ว

 

        คนในกลุ่มเหล่านี้ต้องระมัดระวัง 6 โรคที่มากับหน้าหนาว คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ไข้หัดอุจจาระร่วง และไข้สุกใส แค่ได้ยินชื่อก็น่ากลัวแล้ว เราจึงควรศึกษาเรื่องของอาการและการรักษาไว้เพื่อเป็นการป้องกัน ก่อนที่จะเกิดกับคนใกล้ชิดหรือแม้แต่ตัวเราเอง

1. โรคไข้หวัด

        ไข้หวัดถือว่าเป็นโรคที่สามารถเป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่ในหน้าหนาวจะเป็นได้ง่ายและบ่อยขึ้นมากกว่าปกติถึง 2 เท่า ทำให้เราประมาทกับโรคที่ดูจะธรรมดานี้ไม่ได้ เพราะถ้าดูแลรักษาอาการไม่ดีหรือไม่ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ไปได้ง่ายๆ สำหรับไข้หวัดนั้น เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ เชื้อที่พบง่ายคือเชื้อ "ไรโนไวรัส" ที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดธรรมดาที่มักจะเกิดอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ เป็นอาการนำ แล้วก็จะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามตัว

วิธีการรักษา

        โรคไข้หวัดนี้สามารถรักษาได้โดยการพักผ่อนให้มาก ๆ  ดื่มน้ำให้บ่อย เช็ดตัวทุกชั่วโมงเมื่อมีอาการตัวร้อน รับประทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนาน ก็ให้รีบพาไปแพทย์ เพื่อดูอาการต่อไป

ดูแลตัวเองอย่างไร

        ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่มีแต่มลพิษ และหลีกเลี่ยงการไอจามใส่ผู้อื่น เพราะไข้หวัดสามารถติดได้ง่ายด้วยการจามหรือไอใส่กัน ทางที่ดีเมื่อเป็นแล้วควรมีหน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการป้องกันเมื่อต้องไปอยู่ในสถานที่ชุมชน และพยายามเน้นรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เพราะวิตามินซีจะช่วยในเรื่องของการระงับอาการไข้หวัดได้เป็นอย่างดี

 

2. โรคไข้หวัดใหญ่

        ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่อาการจะคล้ายๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าและอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุคือ "อินฟลูเอ็นซาไวรัส" จะทำให้มีอาการ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการรักษา

        การรักษาจะคล้ายๆ กับโรคไข้หวัด เมื่อเริ่มเป็นควรดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย เช็ดตัวทุกชั่วโมง และรับประทานยารักษาตามอาการ แต่ถ้าไข้ขึ้นสูงเมื่อไหร่ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

ดูแลตัวเองอย่างไร 

        สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ คนชราและผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรัง ให้ไปรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ตามโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยทั่วประเทศ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว ช้อน เป็นต้น ปิดปากปิดจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม ควรใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านเมื่อเริ่มมีอาการ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกฮอลล์ และใช้ทิชชู่เปียกทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ

 

3. โรคปอดบวม

        ปอดบวมคือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสที่มีมากเกินไป จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม สาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม  หรือการสำลักน้ำลาย เศษอาหารและน้ำย่อย อาการเด่นๆ คือ ไอ จาม มีเสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก แล้วเริ่มมีไข้สูงเกิน 2 วัน โรคปอดบวมมักจะพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรังหรือในคนที่โรคหอบหืด พบบ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่มคนชรา และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 - 10 ขวบหรือต่ำกว่า

วิธีรักษา

        โรคนี้ค่อนข้างเรื้อรังจึงต้องระมัดระวังในการรักษา หากไม่สบายต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ควรดื่มน้ำบ่อยๆ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และถ้าหากมีไข้ ตัวร้อนให้เช็ดตัวเรื่อยๆ แล้วกินยาลดไข้เพื่อรักษาอาการ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และหายภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้น มีอาการซึมลง ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ ไอ หายใจเร็ว หายใจมีเสียง ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพราะนั่นคืออาการของโรคปอดบวมเริ่มแรก 

ดูแลตัวเองอย่างไร

        เมื่อรู้ว่าตัวเองเริ่มมีอาการไข้หวัดให้รีบรักษาและพบแพทย์สม่ำเสมอ ดื่มน้ำอุ่น อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับเด็กเล็กให้รับการฉีดวัคซีนปอดบวมที่โรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยใกล้บ้าน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และหมั่นล้างมือทุกครั้งเมื่อกลับเข้าบ้าน

 

4. ไข้หัด

        หัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า "รูบีโอราไวรัส" เป็น RNA ไวรัสที่พบได้มากในจมูกและลำคอของผู้ที่เป็น อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ก่อนแล้วจึงมีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกจะแดง ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน แล้วจึงขึ้นผื่นแดงๆ ที่หลังหู ลามไปยังหน้าและร่างกาย ผื่นจะค่อยๆ โตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น สังเกตได้ว่าก่อนหน้าที่เด็กเป็นจะมีตุ่มใสๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกรามบน ซึ่งจะเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรค "หัด" เท่านั้น และจะขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม. พอผื่นออกได้ประมาณ 2 - 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ

        การติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม รดกัน ช่วงเวลาเสี่ยงโรคนี้คือ "ฤดูหนาว" โดยเฉพาะในเดือนมกราคมจะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้คือเด็กเล็ก และเด็กในวัยเรียนช่วงอายุ 5 - 9 ขวบ 

วิธีการรักษา

        ให้รับประทานยาลดไข้ รักษาตามอาการ พาไปพบแพทย์และไปตามนัดเสมอ เพื่อแพทย์ที่จะได้ติดตามรักษาอาการได้อย่างต่อเนื่อง

ดูแลตัวเองอย่างไร 

        หลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเชื้อ ผู้คนพลุกพล่าน และใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องไปข้างนอก ฉีดวัคซีนรวมหัด หัดเยอรมันและคางทูม ซึ่งเด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนนี้อยู่แล้วเมื่ออายุ 9 -12 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ขวบ หมั่นล้างมือทุกครั้งเมื่อกลับเข้าบ้าน

 

5. โรคอุจจาระร่วง

        อุจจาระร่วงส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก "เชื้อโรต้าไวรัส" และมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6- 12 เดือน เพราะเด็กในวัยนี้กำลังเป็นวัยเรียนรู้ และชอบที่จะหยิบของทุกสิ่งเข้าปาก โดยที่เชื้อตัวนี้จะแฝงอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก มักจะพบได้มากในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ อาการของโรคคือเด็กจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ จะมีอาการไข้และอาเจียนร่วมด้วย มักมีก้นแดง โดยปกติแล้วอาการถ่ายเหลวจะหายภายใน 3 - 7 วัน แต่ก็ยังต้องดูแลใกล้ชิด และสังเกตลักษณะของอุจจาระด้วยว่ามีเลือดหรือมูกเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ ถ้ามีปนออกมาแล้วมีอาการหวัดร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

วิธีการรักษา

        หากเด็กถ่ายมากจนเสียน้ำ ให้จิบสารละลายเกลือแร่น้อยๆ แต่บ่อยๆ ไปทั้งวันเพื่อรักษาอาการขาดน้ำ สังเกตง่ายๆ คือเด็กจะเริ่มปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย ก็ในจิบโดยทันที แต่ถ้าเด็กไม่สามารถรับประทานเกลือแร่ได้ก็ต้องใช้เป็นการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน และอย่างดอาหารเพราะจะยิ่งทำให้ร่างกาย ขาดสารอาหารซ้ำเข้าไปอีก เพียงแต่เปลี่ยนอาหารให้เน้นอาหารจำพวกแป้งและโปรตีนทีละน้อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้ ส่วนเด็กที่ยังดื่มนมอยู่ก็ให้ดื่มนมได้ตามปกติ

ดูแลตัวเองอย่างไร 

        ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยภายในบ้าน เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่รอบๆ ตัวเรา ให้ล้างมือทุกครั้งที่หยิบจับของสกปรก ทำความสะอาดสถานที่ ของเล่นของใช้บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปสถานที่ที่แออัด หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือพาเด็กไปรับการหยอดวัคซีนที่โรงพยาบาล โดยจะหยอดวัคซีนในเด็กอายุ 2 - 4 เดือน แต่ราคาของวัคซีนตัวนี้อาจมีราคาสูงคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสม 

 

6. ไข้สุกใส

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ "วาริเซลลาไวรัส" หรือ "Human herpesvirus type 3" ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป พบมากในเด็กวัยเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป ในผู้ใหญ่จะพบได้น้อยกว่า มักจะเกิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน สำหรับคนที่เคยเป็นแล้วก็จะไม่กลับมาเป็นอีก โรคสุกใสจะมาในช่วงปลายฤดูหนาว เดือนมกราคม - มีนาคม แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี อาการจะมีไข้ต่ำ ๆ  เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการจะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน แต่จะมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามมาทันที เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงก่อนแล้วก็จะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ และมีอาการคัน ต่อมาก็จะกลายเป็นหนอง ตุ่มจะขึ้นตามไรผม แล้วลุกลามไปยังหน้า แขน ขา ลำตัวและแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นจนหมดทั้งตัวภายใน 4 วันหลังจากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดไปเองใน 5 - 10 วัน และอาการไข้ก็จะเริ่มค่อย ๆ ดีขึ้น 

วิธีรักษาอาการ

        ให้รักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ก็ให้รับประทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ให้หยุดพักจนกว่าจะหายดี และห้ามไปแคะ แกะเกา บริเวณตุ่มเพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบเป็นแผลเป็นได้ โดยส่วนมากโรคนี้ไม่ต้องไปพบแพทย์เพราะจะมีอาการป่วยไม่นาน ไม่มีโรคแทรกซ้อนและจะอาการหายไปเอง

ดูแลตัวเองอย่างไร

        ในปัจจุบันมีวัคซันป้องกันโรคนี้แล้วซึ่งฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ในรายที่ยังไม่เคยเป็นก็สามารถไปฉีดวัคซีนนี้ป้องกันได้เช่นกัน โรคนี้ติดต่อได้ง่ายแค่เพียงการสัมผัส เพราะฉะนั้นต้องระวัง เมื่อเจอผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกันและสัมผัสถูกตัวกัน แต่ในคนที่เป็นโรคนี้แล้วก็สามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นได้ตามปกติ

        ทั้ง 6 โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ดีในช่วงฤดูหนาว เพราะติดต่อได้ง่ายแค่การไอ จาม หรือแค่สัมผัสกัน ทางกรมควบคุมโรคจึงได้มีการออกประกาศเตือนโรคเหล่านี้ในฤดูหนาวของทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคเบาหวาน  โรคหัวใจ  โรคปอด และโรคโลหิตจาง เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงควรที่จะดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ทำร่างกายให้อบอุ่น ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ของมึนเมาทุกชนิด ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายของเราได้สดใสแข็งแรง ต้านทานโรคร้าย และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกโอพีดี พรีเมี่ยม (OPD Premium) ชั้น 16 อาคาร A โรงพยาบาลเพชรเวช  โทร. 02-718-1515 ต่อ 213, 377, 371,372 สิทธิ์ชำระเงินเอง