สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

นพ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและสมอง โรงพยาบาลเพชรเวช จะมาให้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองให้ได้ทราบและเข้าใจอย่างถูกต้อง

 Q :  ภาวะ หลอดเลือดสมอง คืออะไร 

 A :  โรคหลอดเลือดสมอง อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต โรค stroke หรือภาวะสมองขาดเลือด ไม่ใช่โรคของสมองแต่เป็นโรคของหลอดเลือด และเป็นโรคที่สมองต้องรับกรรม แปลว่าถ้าหลอดเลือดมีปัญหา อย่าโฟกัสที่สมองอย่างเดียว แต่จะมี 3 จุดหลัก ๆ ในร่างกายที่จะได้รับผลกระทบ คือ 1. สมอง 2. หัวใจ 3. ไต  จริงอยู่ที่ว่ายิ่งแก่ตัวไปหลอดเลือดก็จะไม่ดี แต่มันจะมีสาเหตุมาจากโรคต่าง ๆ ด้วย  ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้หลอดเลือดมีปัญหาก็คือ 1. โรคเบาหวาน  2. โรคความดัน 3. โรคไขมันสูง 4. โรคหัวใจและ 5.การสูบบุหรี่ ซึ่ง 5 สาเหตุสามารถตรวจและแก้ไขที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

 

Q :  ตีบ กับ แตก ต่างกันอย่างไร 

A :  การแตกคือเลือดออกในสมองและจะไปกดเนื้อสมอง จึงทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถทำงานได้ ส่วนตีบ คือการที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนในหลอดเลือดได้ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ   สำหรับอาการที่แสดงออกมาของทั้ง 2 ประเภทจะไม่ต่างกัน จะต่างที่ขั้นตอนการดูแล การให้ยารักษา แต่จริง ๆ คนไข้ทั้ง 2 กลุ่ม วิธีการดูแลเพื่อให้การฟื้นตัวได้ดีก็คือการทำกายภาพบำบัด การกินยาเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ เส้นเลือดสมองตีบมีโอกาสเป็นซ้ำได้สูงมาก ต้องขยันทำกายภาพบำบัดฟื้นตัว 6 เดือนแรกในการเป็น ถ้าขยันทำกายภาพบำบัดจะดีขึ้นชนิดที่ว่าไม่รู้มาก่อนว่าเคยเป็นเลยทีเดียว 

 

Q : โรคทางสมองที่พบมากที่สุด

A :  โรคของ หลอดเลือดสมอง จะพบมากที่สุดในไทย แล้วตามด้วยโรคไฟฟ้าในสมองหรือลมชักและโรคสมองเสื่อมและอื่น ๆ  สำหรับกลุ่มโรคสมองเสื่อมในไทยหรือสากลปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ ทำได้แค่เพียงชะลอให้เกิดการเสื่อมช้าลงและชดเชยอาการบางอย่างเท่านั้น เราไม่ได้เข้าใจสมอง 100% แต่เรารู้ว่าสมองเสื่อมสามารถชดเชยได้ด้วยความเฉลียวฉลาด ถ้าเราฝึกความเฉลียวฉลาด  ฝึกการท่องจำ ฝึกทักษะเอาไว้ เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มสมองเสื่อม ตรงส่วนนี้มันก็จะมาชดเชยได้ ดังนั้นจริง ๆ แล้วโรคสมองป้องกันไม่ได้แต่ทำให้บรรเทาได้ด้วยความเฉลียวฉลาดที่สะสมไว้

 

Q : วิธีสังเกตโรค stroke 

A :  โรคนี้จะไม่มีสัญญาณบอก ต้องตรวจสุขภาพ เนื่องจากว่าเราใช้งานสมองอยู่ 30% บางทีเกิด stroke ไปแล้ว แต่บังเอิญว่าไปเกิดในสมองส่วน 70% ที่ไม่ได้ใช้งาน เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้เวลาตรวจสุขภาพก็จะให้ตรวจ ct scan เพื่อดูว่าเคยเป็น stroke มาก่อนหรือไม่ ถ้าเคยเป็นแสดงว่าคุณอยู่บนความเสี่ยง

แล้วไม่ว่าจะวัยใด ๆ ก็สามารถเป็นได้หมด ถ้าอยู่บนพื้นฐานความเสี่ยงโรค 5 อย่าง หรือ life style การใช้ชีวิต เช่น ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีคอลเลสเตอรอลสูง ก็อยู่บนความเสี่ยงที่จะเป็นได้ สำหรับหมอแล้วแค่คุณประมาทคุณก็เสี่ยงแล้ว เพราะเจ้ากรรมนายเวรจะมาในรูปแบบของความประมาทเสมอ

 

Q : รู้อย่างไรว่าเสี่ยงโรค หลอดเลือดสมอง 

A :  ถ้าคุณเป็นโรคใดโรคหนึ่งใน 5 โรคที่กล่าวไปเบื้องต้น ก็แสดงว่าคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือด และขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะใดจะเป็นผู้รับเคราะห์ สมอง หัวใจ หรือไต และอีกอย่างคนจะชอบเข้าใจผิด คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงทุกคนไม่ได้เป็นโรค stroke ไม่ได้เป็นเส้นเลือดสมองตีบ โรค Stroke บางอย่างมีอาการเตือนจริง แต่อีก 50% ก็ไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการก็จะกังวลและใช้ชีวิตไม่มีความสุข หมอก็จะแนะนำให้ไปตรวจถ้าตรวจแล้วไม่มีคือไม่มี แต่บางครั้งมันก็เกิดต่อกันได้ 

 

Q :  การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ในกลุ่มเสี่ยง

A :  ถ้ารู้ตัวว่าอยู่บนความเสี่ยงมีวิธีแก้ไขคือ การตรวจสุขภาพ อายุเกิน 35 ปีขึ้นไปก็ตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง ถ้าเราสุขภาพแข็งแรง ไม่ว่าโรคอะไรเราก็จะลดความเสี่ยงลงได้ การดูแลตัวเองและกินยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยงมันเชื่อง ซึ่งต้องใส่ใจกับตัวเองให้มาก ๆ  

 

Q :  ขั้นตอนดูแลคนไข้โรคหลอดเลือดสมอง

A :  การรักษามีขั้นหลัก ๆ 3 ขั้นตอนคือ  

1. คนไข้ควรต้องตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพ 

2. ถ้าคุณมีโรคที่อยู่บนความเสี่ยง คุณต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์และต้องได้รับความรู้ เช่น ถ้าคุณมีอาการหน้าเบี้ยว แขนอ่อนแรง พูดไม่ชัด ต้องรีบไปโรงพยาบาลภายใน 3 ชั่วโมง เพราะมันไม่ใช่สัญญาณเตือนแต่มันเป็นสัญญาณบอกว่าคุณเป็นโรค 

3. เมื่อคุณเดินทางถึงมือหมอก็จะได้รับยาสลายลิ่มเลือด และจะรักษาได้โดยการทำกายภาพบำบัดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เคยละเลยมาก่อน

 

สุดท้ายคุณหมอฝากบอกว่า ปกติเส้นเลือดสมองตีบรักษาได้ด้วยตัวเอง จากการได้รับกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างและการขยันทำกายภาพบำบัด 

 

 ********************* 

บทความที่เกี่ยวข้อง