สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

          “มะเร็งเต้านม ” จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอีกต่อไป หากดูแลเอาใจใส่ตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โอกาสที่จะสามารถรักษาหายขาดจะยิ่งมีมากขึ้น มะเร็งเต้านมเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์ ท่อน้ำนมเปลี่ยนแปลงจนเกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่ต่อมน้ำนม

 

สาเหตุการเกิด มะเร็งเต้านม

           สาเหตุการเกิด มะเร็งเต้านม นั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงไม่มีวัคซีนป้องกันแต่สิ่งสำคัญของ มะเร็งเต้านม คือปัจจัยเสี่ยงซึ่งทำให้เกิดโรค ดังนี้

อายุ เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของท่อน้ำนมในผู้สูงอายุจะแบ่งตัวผิดปกติได้มากขึ้นกว่าคนอายุน้อย ดังนั้นอายุมากขึ้นโอกาสการเป็นมะเร็งเต้านมจะมากขึ้น

การตั้งครรภ์และให้นมบุตร คนที่ไม่เคยตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร  เนื่องจากเซลล์เต้านมจะเจริญเติบโตสูงสุดต้องมีการสร้างน้ำนมออกมาและหากไม่เคยมีการสร้างน้ำนมขึ้นจะเกิดการแบ่งตัวผิดปกติได้ง่าย ผู้หญิงที่มีบุตรและให้นมบุตรมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ยาคุมกำเนิด  ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ถ้ากินติดต่อกันเกิน 5 ปี  มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานเหมาะแก่การคุมกำเนิดระยะสั้นไม่เหมาะในระยะยาว

พันธุกรรม บุคคลที่มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมจะมีโอกาสเสี่ยงประมาณ 10 %

ลักษณะอาการของโรค

           อาการที่พบได้บ่อยคือมีก้อนบริเวณเต้านม ซึ่งโดยปกติจะไม่มีอาการเจ็บ  ซึ่งหากมีอาการเจ็บจะแสดงได้ว่าก้อนมีขนาดใหญ่และมาที่ผิวหนังแล้ว ส่วนอาการอื่น ๆ เช่นมีอาการเลือดออกที่หัวนมนั้น ร้อยละ 90 จะไม่ใช่มะเร็งแต่เป็นเนื้องอกในท่อน้ำนม จะมีเพียง 10 เปอร์เซ็นที่เป็นมะเร็ง โรคมะเร็งเต้านมไม่มีสัญญาณเตือนให้ระวัง และหากมีอาการนั่นแสดงว่าเป็นมากแล้ว ซึ่งสิ่งที่พึงระวังเกี่ยวกับอาการคือ หากมีอาการเจ็บมักไม่ค่อยเป็น แต่ไม่มีอาการมักจะเป็น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่นำไปสู่การดูแลตนเองเพื่อการตรวจให้พบตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก 

           มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี ปัจจัยที่ทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆก็จะรักษาได้

การตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งเต้านมระยะแรกเริ่มมีแนวทาง ดังนี้

1. ตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  เมื่ออายุ 20 ปี ขึ้นไป

2. ตรวจเต้านมโดยแพทย์ ทุก 3 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป หลังจากอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทุก 1 ปี

3. ควรทำแมมโมแกรม และ/หรือ อัลตราซาวน์  ในช่วงอายุ 35- 40 ปี 1 ครั้ง  หลังจากอายุ 40 ปี เป็นต้นไป ควรทำทุก 1 – 2 ปี

4. ในผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ควรเริ่มทำการตรวจตั้งแต่อายุที่ญาติเป็น ลบออก 5 ปี

5. ในรายที่มีความเสี่ยงสูง  หรือเต้านมมีความหนาแน่นมาก การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จะช่วยให้มีการค้นพบมะเร็งได้มากขึ้นกว่าการทำแมมโมแกรม การตัดสินใจว่าจะตรวจหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

เป็นการตรวจที่ใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย

1. ตรวจเป็นประจำทุกเดือน

2. ตรวจหลังประจำเดือนมา 7 – 10 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน

3. ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือน ถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว        

 

การป้องกัน

           เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุจึงยังไม่สามารถหาวิธีป้องกันได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการตรวจเต้านมด้วยตนเองและป้องกันจากปัจจัยเสี่ยง ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น เช่น ให้นมบุตรน้อยลง และมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งผู้หญิงควรมีบุตรคนแรกไม่เกินอายุ 30 ปี และนอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้คือการมีประจำเดือนเร็ว หรือหมดช้า และการรับประทานฮอร์โมนทดแทนเกิน 5 ปี 

           ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในการดูแลตนเองนอกเหนือจากดูแลเรื่องปัจจัยเสี่ยงแล้วนั้น ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ความคุมไขมัน และปรึกษาสูตินรีแพทย์ในการคุมกำเนิด มะเร็งเต้านมรักษาได้ หากตรวจพบในระยะแรก  

มะเร็งเต้านมรักษาได้  หากตรวจพบในระยะแรก

การวินิจฉัยและการรักษา

           การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม แพทย์จะไม่สรุปผลจากการตรวจโดยแพทย์หรือแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เท่านั้น ต้องซักประวัติเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย พร้อมทั้งเจาะนำตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัดอีกครั้ง จึงสามารถสรุปได้ กรณีพบมะเร็งสามารถรักษาได้ 5 วิธี คือ การผ่าตัด,การใช้เคมีบำบัด,การฉายแสง,การใช้ยาต้านฮอร์โมนและการรักษาแบบพุ่งเป้า (Target Therapy ) ซึ่งระยะของโรคนั้นสามารถระบุได้ภายหลังการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดแนวทางการรักษาต่อไป