สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal Influenza) เป็น RNA ไวรัส เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus เป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางพบได้ตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว  สามารถแบ่งประเภทของสายพันธุ์ที่พบในมนุษย์ได้คือ สายพันธุ์ A, B และ C

ประเภทของ ไข้หวัดใหญ่

        ไวรัสชนิด A มีความรุนแรงและอันตรายมากที่สุด สามารถติดต่อจากสัตว์พาหะมาสู่คนและจากคนที่ติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆ ทางการไอ จาม และอากาศหายใจที่มีเชื้อไวรัสกระจายอยู่ จึงสามารถแพร่ระบาดได้เป็นวงกว้าง หรือระบาดทั่วไปทั่วโลกได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโครงสร้างของไวรัสชนิด A แตกต่างจากไวรัสชนิดอื่น คือ มีไกลโคโปรตีน 2 แบบ ได้แก่ Hemagglutinin (HA) และ Neuraminidase (NA) โดย HA มีหน้าที่จับกับตัวรับสารของเซลล์แล้วบุกรุกเซลล์ สร้างอนุภาคไวรัสขึ้นมาใหม่เมื่อติดเชื้อแล้ว NA จะทำหน้าที่ส่งไวรัสที่สร้างขึ้นใหม่แพร่กระจายไปสู่เซลล์อื่น ๆโปรตีน HA มีทั้งสิ้น 15 ชนิดย่อย และ NA มี 9 ชนิดย่อย สายพันธุ์ของไวรัสจึงถูกตั้งชื่อตามการจับตัวของโปรตีนอย่างสายพันธุ์ที่มีการระบาดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น H1N1 (ไข้หวัดหมู) H5N1 (ไข้หวัดนก) ในการกำหนดชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ จึงใช้ตัวย่อ H ควบคู่กับ N โดยมีตัวเลขกำกับท้ายตัวย่อแต่ละตัวตามชนิดของโปรตีน เช่น

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 (สายพันธุ์เก่า) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ.2461-2462 ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 20-40 ล้านราย และเนื่องจากมีต้นตอจากประเทศสเปน จึงมีชื่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สเปน” (Spanish) และกลับมาระบาดใหญ่อีกครั้งในปี พ.ศ.2520 ที่มีชื่อว่า “ไข้หวัดใหญ่รัสเซีย” เนื่องจากมีต้นตอมาจากประเทศรัสเซีย

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 สายพันธุ์ใหม่ (สายพันธุ์ 2009) พบการระบาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ.2552 โดยเป็นสายพันธุ์ H1N1 ที่กลายพันธุ์ ประกอบไปด้วยสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู สัตว์ปีก และคน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เก่า และมีต้นตอมาจากประเทศเม็กซิโก (เชื้อสามารถแพร่กระจายตั้งแต่ 1 วัน ก่อนมีอาการ แพร่ได้มากที่สุดใน 3 วันแรกของการเจ็บป่วย และอาจแพร่ได้จนถึงวันที่ 7 ของการเจ็บป่วย)

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H2N2 เป็นต้นเหตุการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในเอเชีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1 ล้านราย ซึ่งพบในปี พ.ศ.2500-2501

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 เป็นต้นเหตุการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในฮ่องกง ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 7 แสนราย ซึ่งพบในปี พ.ศ.2511-2512

• ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H5N1 เป็นต้นเหตุการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีกหลัก แต่ในช่วงที่ผ่านมาที่เคยเป็นข่าวดังก็เนื่องมาจากไวรัสสายพันธุ์นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงทำให้มีการติดต่อมาสู่คนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ และมีความแรงสูง ทำให้เสียชีวิตได้ หรือที่เรียกว่า ไข้หวัดนก (Avian influenza) แต่ยังโชคดีตรงที่ว่าการติดต่อมาสู่คนนั้นไม่ง่ายนัก ต้องสัมผัสใกล้ชิดมาก อีกทั้งการติดต่อจากคนสู่คนก็เกิดขึ้นได้น้อย จึงสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อชนิดนี้ได้

ไวรัสชนิด B  มักแพร่ระบาดตามฤดูกาลที่มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการติดเชื้อ อย่างฤดูหนาวและฤดูฝน เช่น ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Seasonal Flu) อาจแพร่ระบาดได้ในระดับภูมิภาค

ไวรัสชนิด C เป็นการติดเชื้อทางระบบหายใจที่ไม่รุนแรง มีอาการป่วยเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการป่วยเลย ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด

ไข้หวัดใหญ่ในคน : สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก

ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล มักเกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว แต่เนื่องจากเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา จึงทำให้คนที่เคยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วสามารถกลับมาป่วยซ้ำได้อีกถ้าเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่อาการมักจะไม่รุนแรง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้ว

ไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ อย่างไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเชื้อไวรัส H1N1 ไปจากเดิมมาก ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงทำให้เกิดการระบาดหรือติดเชื้อเป็นวงกว้าง

        ไข้หวัด (Cold) เป็นการติดเชื้อของจมูก และคอ บางครั้งเรียกว่า upper respiratory tract infection URI เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งรวมเรียกว่า Coryza viruses ประกอบด้วย Rhino-viruses เป็นสำคัญ เชื้อชนิดอื่นๆ มี Adenoviruses, Respiratory syncytial virus เมื่อเชื้อเข้าสู่จมูกและคอ จะทำให้เยื่อจมูกบวมและแดง มีการหลั่งของเมือกออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมาก แม้ว่าจะเป็นโรคที่หายเองใน 1 สัปดาห์ แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุดโดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6-12 ครั้งต่อปี ผู้ใหญ่จะเป็น 2-4 ครั้ง ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็ก คนสูงอายุอาจจะเป็นปีละครั้ง

 

ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ต่างกันอย่างไร

       ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีอาการคล้ายกันมาก แต่อาการของไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 อาการ ไข้หวัด   ไข้หวัดใหญ่
 ไข้ ไม่สูงในผู้ใหญ่ เด็กอาจจะมีไข้   ไข้สูง 38-40 องศา เป็นเวลา 3-4 วัน
 ปวดศีรษะ พบน้อย  ปวดศีรษะมาก 
 ปวดตามตัว เล็กน้อย  พบบ่อยและปวดมาก 
 อ่อนแรง เล็กน้อย  พบได้นาน 2-3 สัปดาห์ 
 อ่อนเพลีย ไม่พบ  พบมาก 
 คัดจมูก พบบ่อย  พบเป็นบางครั้ง 
 จาม พบบ่อย  พบเป็นบางครั้ง 
 เจ็บคอ พบบ่อย  พบเป็นบางครั้ง 
ไอ แน่นหน้าอก  ไอไม่มาก ไอแห้งๆ  พบบ่อย บางครั้งเป็นรุนแรง 
โรคแทรกซ้อน  ไซนัสอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ  หลอดลมอักเสบ และปอดบวม 
การป้องกัน  ไม่มี  ฉีดวัคซีน ; Amantadine or Rimantadine (antiviral drugs) 
การรักษา  รักษาตามอาการ   Amantadine or Rimantadine ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังเกิดอาการ

การติดต่อ

    เชื้อติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไปหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก

 

อาการของโรค

    ระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน เฉลี่ย 2 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา ไข้สูง 39-40 องศา เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ ตาแดง อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่ อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือ มีโรคประจำตัว อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หอบ อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศีรษะ ซึมลง หมดสติ ระบบหายใจอาจจะมีอาการ ของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง 2 สัปดาห์

 

ระยะติดต่อ

    ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

 

การวินิจฉัย

    การวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จะอาศัยระบาดวิทยาโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดและอาการของผู้ป่วย การส่งตรวจควรเก็บตัวอย่างให้เร็วที่สุด ภายใน 3 วันหลังจากที่มีอาการ โดยการทำ nasal swab หรือ nasopharyngeal aspirate หรือ throat swab 

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะหายเอง หากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลเองที่บ้าน วิธีการดูแลมีดังนี้

- ให้นอนพักไม่ควรจะออกกำลังกาย 

- ดื่มน้ำเกลือแร่หรือดื่มน้ำผลไม้ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่ามากเกินไปเพราะอาจจะขาดเกลือแร่ 

- รักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุมน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลงให้รับประทาน paracetamol ไม่แนะนำให้ทาน aspirin ในคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี เพราะอาจจะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Reye syndrome ถ้าไอมากให้รับประทานยาแก้ไอ แต่ในเด็กเล็กไม่ควรซื้อยารับประทานเอง สำหรับผู้ที่เจ็บคอ อาจจะใช้น้ำ 1 แก้วผสมเกลือ 1 ช้อนกรวกคอ อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะอาจจะทำให้เชื้อลุกลาม 

- ในช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์สาธารณะ ลูกบิด ประตู และสถานที่สาธารณะ

- เวลาไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก 

 

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้พบแพทย์

- ไข้สูงและเป็นมานาน

- หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ

- เจ็บหรือแน่นหน้าอก

- หน้ามืดเป็นลม

- อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้

กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ควรจะพบแพทย์เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่

- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด

- คนท้อง

- คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

- ผู้ป่วยโรคเอดส์

- ผู้ที่พักในสถานเลี้ยงคนชรา

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้ ควรจะรักษาในโรงพยาบาล

- มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ

- เสมหะมีเลือดปน

- หายใจลำบาก หายใจหอบ

- ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว

- ไข้สูงมากเพ้อ

- มีอาการไข้และไอหลังจากไข้หวัดหายแล้ว

บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง มีดังต่อไปนี้

1.ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

2.ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

3.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป

4.เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียน

5.บุคลากรที่ต้องสัมผัสกับบุคคลข้างต้น เช่น ผู้เลี้ยงดูผู้สูงอายุ ผู้เลี้ยงดูเด็ก บุคลากรทางการแพทย์ ครูที่มีหน้าที่สอนนักเรียน

เนื่องจากเชื้อไข้หวัดมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ในแต่ละปี โดยไม่สามารถมีการป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้ จึงจำเป็นต้องฉีดยาทุกปี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้

 

การรักษาในโรงพยาบาล

        แพทย์จะให้น้ำเกลือสำหรับผู้ที่ดื่มน้ำไม่พอ ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจะได้รับยา Amantadine หรือ rimantidine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรค ควรจะให้ใน 48 ชั่วโมง หลังจากมีไข้ และให้ต่อ 5-7 วัน ยานี่ไม่ได้ลดโรคแทรกซ้อน ให้ยาลดน้ำมูกหากมีน้ำมูก ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วันไข้จะหายใน 7 วันอาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์

 

การป้องกัน

- รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยการออกกำลังกาย

สม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก และผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินเพียงพอ

- ล้างมือบ่อยๆ 

- อย่าเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา 

- อย่าใช้ของส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น

- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

- ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย

- เวลาไอจามใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

- หากอยู่ในภาวะเสี่ยงสามารถป้องกันโดยการฉีดวัคซีน : ปัจจุบันครอบคลุมได้ 4 สายพันธุ์

 

การฉีดวัคซีน

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิจึงขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่การฉีดจะต้องเลือกผู้ป่วยดังต่อไปนี้

- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว 7 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, หืด, หัวใจ, หลอดเลือดสมอง, โรคไตวาย, เบาหวาน, ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาบำบัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

- หญิงตั้งครรภ์มากกว่า 4 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

- เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี