สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

         โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือโรคส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์ (ตามที่บัญญัติในราชบัณฑิตยสถาน) (Sexually Transmitted Disease; STD) อาจเรียกว่า "กามโรค" (Venereal disease) หรือ "วีดี"

 

 

        เกิดขึ้นจากการติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก กับผู้ที่กำลังมีเชื้อ ปัจจุบันใช้คำว่า "การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์" เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้น

        โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่เป็นได้ทุกเพศทุกวัย พบมากในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นในปัจจุบันนิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง นอกจากนี้ในปัจจุบันคู่แต่งงานมีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสของการมีสามีหรือภรรยาหลายคนจึงเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น 

        สิ่งที่อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือเมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เกิดอาการ บางคนจึงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว และเป็นปัญหาในการจัดการทางระบบสาธารณสุข ที่สำคัญโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้ด้วย  

 

ที่มา...โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

สาเหตุของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ          

1. เกิดจากเชื้อไวรัส  :  บางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่ และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้แก่ เริมที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ

2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย :  รักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ

3. เกิดจากเชื้ออื่น ๆ เช่น พยาธิ สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

 

ใครบ้างที่เสี่ยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

        - คนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหรือหญิงบริการใน 3 เดือนที่ผ่านมา 

        - คนที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

        - คนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

        - ผู้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

        - ผู้ที่มีคู่ครองอยู่คนละที่

 

Checklist อาการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หากมีอาการเหล่านี้ให้สงสัยได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ผู้ชาย 

        - ปัสสาวะแสบขัด

        - ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี 

        - เจ็บปวดอวัยวะเพศ

        - มีผื่น ตุ่ม แผล บริเวณอวัยวะเพศ 

        - มีเมือกใสหรือหนองไหลออกมา

ผู้หญิง 

        - เจ็บ เสียวท้องน้อย 

        - ขาหนีบบวมหรือเป็นฝี 

        - เจ็บ/คันอวัยวะเพศ 

        - มีผื่น ตุ่ม แผลบริเวณอวัยวะเพศ 

        - มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น

 

14  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1. โรคเอดส์ (AIDS) หรือกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม

        เกิดจากการรับเชื้อ Human Immunodeficiency Virus หรือ HIV เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้เชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น มะเร็ง วัณโรค และสาเหตุการเสียชีวิตก็มักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ที่จะทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

2. หนองใน (Gonorrhoea) 

        เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria Gonorrhoeae ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ แสบขัดเวลาปัสสาวะ และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบในช่องท้อง หรือเป็นหมันหากไม่ได้รับการรักษา

3. หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis/Non gonococcal Cervicitis)

        ทำให้มีอาการแสบปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัดและมีหนองไหล และมีมูกออกเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนผู้หญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ

4. แผลริมอ่อน (Chancroid)

        เกิดจากเชื้อ Haemophilus Ducreyi ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ บวมและเจ็บ บางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือที่ชาวบ้านเรียกไข่ดันบวม หากไม่รักษาหนองจะแตกออกจากต่อมน้ำเหลือง มักมีหลายแผล ขอบแผลนุ่มและไม่เรียบ ก้นแผลสกปรกมีหนอง มีเลือดออกง่าย เวลาสัมผัสเจ็บปวดมาก บางรายต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวม และเป็นฝี เมื่อฝีแตกจะเป็นแผล

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genita Herpes Simplex Virus Infection) 

        เกิดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus ทำให้เกิดอาการปวดแสบบริเวณขา ก้นหรืออวัยวะเพศ และตามด้วยผื่นเป็นตุ่มน้ำใส แผลหายได้เองใน 2-3 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะกลับเป็นใหม่

6. หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum) 

        เกิดจากเชื้อไวรัส Molluscum Contagiosum Virus (MCV) ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนบนผิวหนัง ผิวเรียบขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 2-5 มิลลิเมตร จะพบมากขึ้นในรายที่มีการติดเชื้อ HIV จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยขณะนั้นว่าร่างกายมีความแข็งแรงเพียงใด ถ้าใช้เข็มสะกิดตรงกลางแล้วบีบดูจะได้เนื้อหูดสีขาว ๆ คล้ายข้าวสุก มักเป็นที่บริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศภายนอกและโคนขาด้านใน

7. หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) 

        เกิดจากไวรัส Human Papilloma Virus ลักษณะเป็นติ่งเนื้ออ่อน ๆ สีชมพูคล้ายหงอนไก่ ชอบขึ้นที่อุ่นและอับชื้น ในผู้ชายมักพบที่อวัยวะเพศบริเวณใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตลอดทั้งบริเวณรอบรอยเปิดขอบ ท่อปัสสาวะและอัณฑะ ส่วนผู้หญิงจะพบที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนักและฝีเย็บ หูดมีขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ถ้าไม่รีบรักษาจะเป็นมากขึ้นและยากต่อการรักษา และทารกอาจติดเชื้อได้ขณะคลอด

8. หิด (Scabies) 

        เกิดจากตัวไร Sarcoptes Scabei ลักษณะจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนองคันขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักพบตามง่ามนิ้วมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ อวัยวะสืบพันธุ์ ข้อเท้า หลังเท้า ก้น ผู้ป่วยมักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสทางเพศหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย

9. ซิฟิลิส (Syphilis)

        เกิดจากการติดเชื้อ Treponema Pallidum เป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี ลักษณะการติดเชื้อเริ่มแรกจะเป็นก้อนแข็ง แต่ไม่เจ็บที่บริเวณอวัยวะเพศ หากไม่รักษาจะกลายเป็นระยะที่สองที่เรียกว่า เข้าข้อหรือออกดอก ถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดโรคแก่ระบบต่าง ๆ ของร่างกายหลายระบบ ทั้งซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้ มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดโรคสู่ทารกในครรภ์ได้เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) จึงถือว่าซิฟิลิสเป็นโรคที่มีอันตราย และมีอาการเรื้อรัง สามารถติดต่อยาวนานกว่า 2 ปี

10. โลน (Pediculosis Pubis) 

        เกิดจากแมลงตัวเล็กที่เรียกว่า Pediculosis Pubis อาศัยอยู่ที่ขนหัวเหน่า ชอบไชตามรากขนอ่อน และดูดเลือดคนเป็นอาหาร ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการคัน เมื่อเกาจะทำให้เจ้าตัวเชื้อแพร่ไปยังบริเวณอื่นได้ การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยตาเปล่า จะพบไข่สีขาวเกาะตรงโคนขน ไข่จะมีลักษณะวงรี ส่วนตัวแมลงเมื่อกินเลือดเต็มที่จะออกสีน้ำตาล ติดต่อได้จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย หรือใช้กางเกงในร่วมกัน การรักษาสามารถซื้อยาทาได้ตามร้านขายยา แต่หญิงตั้งครรภ์หรือเด็กควรจะปรึกษาแพทย์

11. พยาธิช่องคลอด (Vaginal Trichomoniasis) 

        เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Trichomonas Vaginalis ผู้ป่วยจะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีสีเขียวขุ่นหรือเหลืองเข้ม มีฟองอากาศและมีกลิ่นเหม็น เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ คันและแสบปากช่องคลอด 

12. เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) 

        เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Candida ซึ่งร้อยละ 80 - 90 เกิดจาก Candida Albicans ทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอด มีการตกขาวขุ่นจับเป็นก้อน อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะร่วมเพศ

13. อุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือโรคปีกมดลูกอักเสบ (Pelvic Inflammatory Diseases, PID) 

        เกิดจากการติดเชื้อของมดลูก รังไข่ หรือท่อรังไข่ อาจเสียชีวิตได้หากติดเชื้อรุนแรง และหากไม่รักษา อาจเกิดโรคแทรกซ้อนจนเป็นหมันหรือเสียชีวิตได้

14. แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ (Granuloma inguinale)

        เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Donovania Granulomatis โดยจะมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ซอกขา หรือบริเวณหน้า และไม่พบในประเทศไทย มักพบในคนผิวดำ

 

วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1. ใส่ถุงยางอนามัย หากจะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่

2. รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ

3. ไม่เปลี่ยนคู่นอน ควรมีสามีหรือภรรยาคนเดียว

4. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังอายุน้อย เนื่องจากมีสถิติว่าผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีโอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง

5. ตรวจโรคเป็นประจำทุกปีเพื่อหาเชื้อโรค แม้จะไม่มีอาการใด ๆ โดยเฉพาะคู่ที่กำลังจะแต่งงาน

6. เรียนรู้ ศึกษาอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  

7. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย 

8. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หากจำเป็นให้สวมถุงยางอนามัย

9. ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย

 

คำแนะนำเมื่อเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1. ต้องรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

2. แจ้งคู่นอนให้ทราบว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปสู่คนอื่น

3. รักษาอาการและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

4. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการอักเสบลุกลาม

5. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของมึนเมาทุกชนิด

6. ไม่ควรซื้อยามารักษาเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

 

        โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่มักละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เมื่อเกิดปัญหาก่อให้เกิดความวิตกกังวลและบางรายอาจสายเกินแก้ จะดีกว่ามั้ยหากเรารู้จักป้องกัน  ไม่เขินอายที่จะซื้อถุงยางอนามัย และหมั่นตรวจสุขภาพภายใน แค่นี้ก็ห่างไกลจากโรคได้อย่างแน่นอน