สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

ไวรัสตับอักเสบบีทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับและทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ จากการศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งตับซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย ดังนี้โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงเป็นโรคที่เราต้องใส่ใจระมัดระวังอย่างมากโรคหนึ่ง 

 

 

 ไวรัสอันตรายทำลายตับ

โรคตับอักเสบบีหรือโรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อไวรัสที่ว่านี้จะเข้าไปทำลายตับ ตลอดจนก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ โดยที่ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อมักไม่ทราบว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย พบการติดเชื้อได้ในหลายประเทศ อีกทั้งยังมักเป็นการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในขณะคลอดได้อีกด้วย

 

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี

• เกิดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยส่วนมากพบการติดเชื้อในขณะคลอดบ่อยที่สุด

• เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งวิธีที่จะทำให้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะง่ายกว่าการติดเชื้อไวรัส HIV 

• เกิดการติดเชื้อทางเลือด ซึ่งอาจเป็นการใช้ของมีคมที่มีการเปื้อนเลือด มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย หรือแม้แต่การเจาะหูที่ไม่สะอาด 

นอกจากนั้นยังไม่มีการค้นพบโอกาสที่จะติดเชื้อได้จากช่องทางอื่น อาทิ การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการงานร่วมกันในลักษณะปกติที่เอื้อโอกาสให้มีการติดต่อของเชื้อได้

 

อาการไวรัสตับอักเสบบี 

แบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง

1.ระยะเฉียบพลัน 

• ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือนหลังติดเชื้อ โดยจะมีอาการไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวาและอาการอื่น ๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผื่น ปวดข้อ

• ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดภาวะตับวายได้

• อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

2.ระยะเรื้อรัง

• ระยะเรื้อรังแบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ 

พาหะ คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นก่อนแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีก่อน

ตับอักเสบเรื้อรัง คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ

• ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือเบื่ออาหารได้

• การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด

 

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี

• เจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test)

• เจาะเลือดตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 

HBsAg (แอนติเจนไวรัสตับอักเสบบี)  :  ให้ผลบวก แปลว่าผู้ป่วยกำลังมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

Anti-HBS (ภูมิคุ้มกันต่อ HBsAg)  :  ให้ผลบวก แปลว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหายจากโรคแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันจึงไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นและไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอีก

การวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำอีกครั้งที่ 6 เดือนหลังจากวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน หากพบว่าร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น “โรคไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง”

• การตัดชิ้นเนื้อจากตับไปตรวจ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังเพื่อเก็บชิ้นเนื้อจากตับ การตรวจนี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย ทำเฉพาะในผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่ต้องการติดตามการดำเนินไปของโรค เช่น ต้องการทราบภาวะพังผืดในตับและการอักเสบของเซลล์ตับ ซึ่งจะมีผลในการเริ่มต้นการรักษาหรือสงสัยมะเร็งตับ เป็นต้น

 

การประเมินผู้ป่วยที่ตรวจพบ HBsAg เป็นบวก

• ตรวจเลือดประเมินดู HBeAg และ HBeAb ซึ่งเป็นตัวที่บ่งบอกว่าโรคอยู่ในระยะที่ไวรัสกำลังแบ่งตัวหรือผ่านระยะที่ไวรัสแบ่งตัวไปแล้ว

• ตรวจ ALT (Alanine Aminotransferase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์ตับ ถ้าค่าอยู่ในระดับปกติให้ติดตาม ALT ทุก 3-6 เดือน

• ในกรณีที่ HBeAg เป็นลบแต่ผู้ป่วยมี ALT ผิดปกติ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ เช่น ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี มีภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในครอบครัว ตรวจร่างกายพบลักษณะของการมีโรคตับเรื้อรัง ALT อยู่ในเกณฑ์มากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าปกติ อัลตร้าซาวนด์มีลักษณะผิดปกติของตับ ควรตรวจดูปริมาณไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย

การรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีที่สมควรได้รับการรักษาได้แก่ผู้ป่วยที่มีลักษณะดังนี้

• HBsAg ให้ผลบวกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

• มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าไวรัสกำลังมีการแบ่งตัวอย่างมาก คือ 

HBeAg เป็นบวก ปริมาณไวรัสมากกว่าหรือเท่ากับ 20,000 IU/ml

HBeAg เป็นลบ ปริมาณไวรัสมากกว่าหรือเท่ากับ 2,000 IU/ml

• ระดับ ALT มากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าของค่าปกติอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีหลักฐานว่ามีตับแข็งหรือภาวะตับวาย พิจารณาให้การรักษาถึงแม้จะมี ALT ปกติ ไม่จำเป็นต้องรอห่างกันเกิน 3 เดือน)

• ต้องไม่มีโรคอื่นที่เป็นสาเหตุหลักของตับอักเสบ

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่มี HBeAg เป็นบวกหรือเป็นลบ สามารถเลือกใช้ยาได้ทุกขนาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของไวรัสบี ปัจจัยทางผู้ป่วยและระยะของโรค แพทย์จะเป็นผู้อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงประโยชน์และข้อจำกัดของยาแต่ละชนิดเพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสร่วมในการตัดสินใจเลือกชนิดการรักษา โดยยาที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในปัจจุบันมีทั้งชนิดฉีดและชนิดรับประทาน

สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษา หรืออยู่ในช่วงที่ไวรัสไม่มีการแบ่งตัว ยังไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสแต่ควรได้รับการติดตาม ALT เป็นระยะทุก ๆ 3-6 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจะได้รับการรักษาควรได้รับการประเมินและแนะนำอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงภาวะของโรค โรคร่วม ข้อจำกัด หรือข้อห้ามในการใช้ยา การปฏิบัติตัว ค่าใช้จ่ายในการรักษา และการติดตามระยะยาว

 

การติดตามผู้ป่วยที่รับการรักษา

ขณะรักษาผู้ป่วยควรได้รับการตรวจระดับ ALT อย่างน้อยทุก 3 เดือน และ HBeAg อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดควรได้รับการตรวจทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 1-2 เดือนแรก หลังจากนั้นทุก 4-6 สัปดาห์จนสิ้นสุดการรักษา เพื่อดูอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ซึ่งรวมถึงการตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจการทำงานของไทรอยด์ และอาการข้างเคียงอื่น ๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับยารับประทานควรตรวจการทำงานของไตและระดับฟอสฟอรัสในเลือดร่วมด้วย 

ภายหลังสิ้นสุดการรักษาผู้ป่วยควรได้รับการติดตามเช่นเดียวกับขณะให้การรักษา ซึ่งรวมถึงการตรวจ ALT  ทุก 3 เดือนและ HBeAg/HBeAb (ในกรณีที่ผู้ป่วย HBeAg เป็นบวก) ปริมาณไวรัส อย่างน้อยทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่การรักษาได้ผลดี คือหลังหยุดการรักษาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนยังมีระดับ ALT ปกติ และมีระดับปริมาณไวรัสต่ำกว่า 2,000 IU/ml และควรติดตามต่อทุก 6 เดือน ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีกลับซ้ำหรือไม่ได้ผลจากการรักษาควรติดตามทุก 3-6 เดือน

 

การปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

หากมีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลัน ควรขอรับคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และระมัดระวังการแพร่เชื้อไปสู่คนใกล้ชิด โดยวิธีการปฏิบัติตัวหากมีเชื้ออยู่ในร่างกายก็คือ

• ไม่ต้องกังวลหากเป็นตับอักเสบเฉียบพลันชนิดบี เพราะส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีภูมิคุ้มกันตามมา

• รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

• ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

• รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับมีการอักเสบมากหรือน้อย

• บอกให้คนใกล้ชิดทราบเพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากคนใกล้ชิดนั้นไม่มีภูมิและเชื้อ

• มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยางอนามัย

• งดบริจาคเลือด

• ไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

• พักผ่อนให้เพียงพอทั้งร่างกายและจิตใจ

• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

• รับประทานทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน

• รับประทานอาหารสุกและสะอาด ลดการรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์รมควัน และเนื้อสัตว์ที่ไหม้จนเกรียม หรืออาหารที่เก็บถนอมไว้นาน ๆ ไม่รับประทานอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีเชื้อราขึ้น เช่น ถั่วลิสงป่นที่เก็บไว้นาน ๆ อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารหมักดอง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ปลาร้า ผักดอง ไส้กรอก เบคอน แฮม ฯลฯ และเครื่องกระป๋องต่าง ๆ ทั้งนี้อาหารประเภทแหนม ปลาร้า เมื่อจะรับประทานต้องทำให้สุกเสียก่อน เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจส่งเสริมทำให้ตับทำหน้าที่บกพร่องมากขึ้น

• ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือดหาระดับสารบ่งบอกมะเร็งตับ AFP (Alpha-fetoprotein) และทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องสม่ำเสมอทุกปีในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีภาวะตับแข็ง เพศชายอายุมากกว่า 45 ปี เพศหญิงอายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว เพื่อหามะเร็งตับในระยะเริ่มแรกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

• เมื่อต้องรับการผ่าตัดหรือทำฟันควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ

• หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

• ลดความเครียดและความกังวลให้น้อยลง

 

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

• ฉีดวัคซีนป้องกัน โดยผู้ที่ควรฉีดวัคซีนมากที่สุดคือเด็กแรกเกิด สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่โดยทั่วไปมีความจำเป็นน้อยในการฉีดวัคซีน เนื่องจากส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อแล้ว หากต้องการฉีดวัคซีนควรได้รับการตรวจเลือด ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วหรือมีภูมิต้านทานแล้วไม่ต้องฉีดวัคซีน

• ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะ ควรตรวจเลือดเพื่อทราบถึงภาวะของการติดเชื้อก่อนการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบชุดจำนวน 3 เข็ม หลังจากนั้นวัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย

 

5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ไวรัสตับอักเสบบี”

1. ไวรัสตับอักเสบบี ไม่มียารักษา

ความจริง : ไวรัสตับอักเสบบีในปัจจุบันมียาหลายชนิดทั้งยากิน ยาฉีด แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละราย แม้อาจจะต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออาจจะรับประทานยาไปตลอดชีวิต แต่จะสามารถควบคุมเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มมากขึ้นได้ ทำให้อาการสงบและไม่ลุกลามได้ ในอนาคตมียาที่กำลังวิจัยอยู่สามารถฆ่าไวรัสที่ซ่อนในตับได้ ซึ่งทำให้มีโอกาสหายขาดได้ 

2. เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ไม่ต้องตรวจหรือรักษาก็ได้

ความจริง :  ผู้ป่วยไวรสตับบีทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ตับอักเสบเรื้อรังหรือพาหะ ทุกคนต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และอาจต้องได้รับยาในบางคน โดยต้องรับประทานยาสม่ำเสมอเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

3. ยาควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่ต้องกินสม่ำเสมอก็ได้ 

ความจริง :  เนื่องจากยาในปัจจุบันเป็นยาที่ทำให้ไวรัสไม่แบ่งตัว ทำให้ไวรัสสงบ แต่เมื่อหยุดยา ไวรัสอาจแบ่งตัวใหม่และทำให้โรคกำเริบในที่สุด อาจยังมีความเสี่ยงในการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ในอนาคต

4. เป็นไวรัสตับอักเสบบีต้องกินยารักษาเพียงอย่างเดียว

ความจริง :  ยาสำหรับควบคุมเชื้อไวรัสมีทั้งยากินและยาฉีด แต่ก็ไม่ได้ความว่าจะต้องได้รับยาทุกคน เพราะไวรัสตับอักเสบมีทั้งที่เป็นแบบเรื้อรัง (ที่ต้องรับประทานยาตลอด) และแบบเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เองโดยไม่ร้องรับการรักษา 80-90%

5. วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีราคาแพงและต้องฉีดซ้ำเรื่อย ๆ

ความจริง :  โดยทั่วไปแล้วราคาของวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีจะอยู่ที่เข็มละ 200-300 บาท ต้องฉีดจำนวน 3 เข็ม เมื่อฉีดครบทั้ง 3 เข็มแล้วจากนั้นเว้นระยะสักพัก หากตรวจเลือดพบว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต แต่จะมีส่วนน้อยที่ตรวจหาภูมิคุ้มกันไม่เจอและต้องฉีดวัคซีนใหม่

 

แม้ว่าปัจจุบันไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่โรคที่น่ากลัว มียาที่ช่วยควบคุมอาการไปได้ตลอดอยู่แล้ว และหากตรวจร่างกายไปเรื่อย ๆ อาจพบค่าตับที่ปกติได้ แต่หากไม่รู้ตัวรวมถึงเพิกเฉยต่อโรคนี้ ไม่เข้ารับการรักษาอย่างจริงจังก็จะเป็นเหตุให้พบผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับจากเชื้อที่ลุกลามของไวรัสตับอักเสบบีเป็นจำนวนมากจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด