สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ไม่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ปัจจุบันพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน ซึ่งหากอาการรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นอย่าละเลยอาการปวดหลังและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาจทำให้อาการลุกลามได้

  

Q : อาการปวดหลังแบ่งได้เป็นกี่กลุ่ม 

A : อาการปวดหลังแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

     ปวดหลังแบบใช้ยา  : 80% ส่วนใหญ่อาการปวดหลังใช้ยารับประทานได้ และหายไปเอง

     ปวดหลังแบบผ่าตัด : ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่รุนแรงที่ต้องถึงขั้นผ่าตัด เช่น กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังเสื่อม  หมอนรองกระดูกสันหลังทรุดหรือเสื่อม หรือเป็นเนื้องอกในกระดูกสันหลัง

 

Q : ปวดหลังเกิดจากปัจจัยอะไรได้บ้าง ทั้งในกลุ่มไม่ทราบสาเหตุ/กลุ่มทราบสาเหตุ

A :  ปัจจัยที่ทำให้อาการปวดหลังเกิดจาก 1.โรคกระดูกเสื่อมตามอายุหรืออาจจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ และ 2.เกิดจากอุบัติเหตุ  

 

Q : สัญญาณอันตรายจากการปวดหลังมีอะไรบ้าง

A : มีอาการอ่อนแรง มีอาการชาที่แขน ขา หรือเป็นเหน็บ มีอาการปวดแบบรุนแรง เมื่อพักแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ก็ควรต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

 

Q : อาการของโรคที่ทำให้ต้องผ่าตัดหลัง

A : มักจะมีความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย เช่นแขนขาชาหรืออ่อนแรงหรือปวดรุนแรง ส่งผลกระทบที่ทำให้ใช้ชีวิตลำบาก  เช่น เดินลำบาก ทำงานลำบาก ปวดมากจนทำงานไม่ได้ อาการเหล่านี้ มักลงเอยด้วยการ ต้องได้รับการผ่าตัดในที่สุด

 

Q : แนวทางการักษา 

A : โดยทั่วไปการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่

     1. การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด 

       • การรักษาแบบประคับประคอง : ได้แก่ การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการนอนพัก มักเป็นวิธีที่ใช้เริ่มต้นในการรักษา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องได้รับการรักษาโดยวิธีอื่น

       • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง : จะช่วยลดความปวดจากการอักเสบและช่วยในการวินิจฉัยตำแหน่งที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดได้ การรักษาวิธีนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบประคับประคองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการปวดจากการที่เส้นประสาทโดนรบกวน

     2. การรักษาโดยการผ่าตัด : แพทย์จะใช้วิธีการรักษานี้เมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง เดินไม่ได้ หรือเมื่อทำการรักษาโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล ซึ่งวิธีการผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นกับภาวะของผู้ป่วยหรือข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด 

สำหรับผลการรักษานั้น โดยทั่วไปถือว่าประสบความสำเร็จสูง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีการรักษาใดที่ได้ผล 100%  เมื่อใดที่แพทย์มีการแนะนำว่าจำเป็นต้องผ่าตัด ก็แปลว่าการผ่าตัดมีผลดีมากกว่าการไม่ผ่าตัด และเหมาะกับโรคนั้นมากกว่า

 

Q : วิธีดูแลตนเอง

A : อาจต้องปรับเปลี่ยนภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ หรือจำกัดชั่วโมงในการทำงานลง  ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการก้มแบบกะทันหัน

 

Q : เทคโนโลยีการผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยกล้อง

A : ผ่าตัดแบบแผลเล็กคือการสอดกล้อง หรือการใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยการผ่าตัด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือเล็ก  ๆ เข้าไปซ่อมแซมภายใน จะมีคำเรียกการผ่าตัดวิธีนี้ว่า "แผลเล็กเจ็บน้อย" หรือ "Minimally Invasive" 

     การผ่าตัดผ่านกลัอง แผลเล็ก จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษจำนวนมาก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ  แต่เมื่อคำนวณโดยรวม ระยะเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดที่สั้น  ระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลที่ลดลง การสามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น  ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลงมาก

     ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้อง

     1. ระยะเวลาการพักฟื้นที่สั้นลงมาก เช่นจากเดิมผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนมาก(ประมาณ 80%) ต้องพักอยู่ในโ รงพยาบาลหลังผ่าตัดประมาณ 7-14 วัน เป็นสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-3 วัน หรือการผ่าตัดสมองที่สามารถกลับได้ภายใน 3-5 วัน แทนที่จะเป็น 7-30 วัน

     2. อาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยลงมาก เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก (แผลเล็ก เจ็บน้อย) ซึ่งทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือไปทำงานได้เร็วขึ้น

     3. ระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาลสั้นลง ระยะเวลาการพักฟื้นที่บ้านสั้นลงนั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลลดลง ค่าเสียโอกาสเนื่องจากการต้องหยุดทำงานลดลง  ทำให้โดยรวมผู้ป่วยสูญเสียทางเศรษฐกิจลดลง

 

          หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ควรรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาที่มาของอาการปวด และวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งข้อดีของการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยี นอกจากจะทำให้แผลผ่าตัดเล็กลง ระยะพักฟื้นสั้น ผู้ป่วยยังสามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอีกด้วย