สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

          อาการปวดฟัน หรือเหงือกของคุณอาจไม่ใช่แค่อาการปวดฟันธรรมดา แต่อาจเป็น ‘โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า’ ได้ วันนี้ ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง กระดูกสันหลัง ประจำโรงพยาบาลเพชรเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรักษาโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากยิ่งขึ้น

 

รู้จักเส้นประสาทใบหน้า 

          เส้นประสาทใบหน้าคู่ที่ 5 เป็นเส้นประสาทที่ มีหน้าที่สำคัญ ในการ รับความรู้สึกบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส ความรู้สึกร้อนหรือเย็น เมื่อมีสิ่งรบกวนที่ทำให้การทำงานของเส้นประสาท เส้นนี้ ทำงาน ผิดปกติก็อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมาได้ ซึ่งก็คืออาการปวดบริเวณใบหน้าเหงือกและฟันอย่างรุนแรง นั่นเอง

 

อาการโรคปวดเส้นประสาทใบหน้า

          ผู้ป่วยโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าจะมีอาการปวดเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตที่หน้า ขากรรไกร ฟัน หรือเหงือก ในบางคนอาจมีอาการคล้ายปวดฟัน นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นบริเวณใบหน้า เช่น การสัมผัส ลมพัด ล้างหน้า โกนหนวด แปรงฟัน เป็นต้น 

 

สาเหตุของการเกิดโรค

          สาเหตุของโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าที่พบได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ได้แก่ การที่เส้นเลือดที่อยู่ใกล้เคียงกับเส้นประสาทใบหน้าเคลื่อนเข้ามาใกล้เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 มากเกินไปจนเกิดการกระแทกหรือกดทับเส้นประสาท ทำให้การทำงานของเส้นประสาทใบหน้าผิดปกติและไวต่อการกระตุ้นได้ง่ายกว่าปกติ สาเหตุอื่นที่พบได้น้อยกว่ารองลงมาคือมีเนื้องอกในสมองที่ไปเบียดโดนเส้นประสาทคู่นี้

          โรคนี้ไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมหรือการรับประทานอาหาร แต่เกิดจากความโชคร้ายของคนไข้ ที่เกิดความผิดปกติดังกล่าวขึ้น ช่วงอายุที่เกิดโรคนี้สามารถเป็นได้ทุกวัย ตั้งแต่นักศึกษามหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้สูงอายุ และส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย

 

การวินิจฉัยโรค

          แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าได้โดยการซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด ร่วมกับทำการตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  เพื่อแยกโรคออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันและช่วยให้การวินิจฉัยถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น

 

แนวทางการรักษา

          ปัจจุบันการรักษาโรคปวดเส้นประสาทใบหน้าจะมีอยู่ 2 วิธีคือ

          การใช้ยา : ในช่วงแรกของการรักษามักจะให้กลุ่มยากันชักเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้เป็นการรักษาสาเหตุของโรค หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่น

          การผ่าตัด :  แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดที่กดทับเส้นประสาทออก ด้วยวิธี Microvascular Decompression หรือ MVD  ซึ่งถือเป็นการแก้ไขที่สาเหตุของการเกิดโรคโดยตรง พบว่าวิธีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วย 90-95% ดีขึ้นแทบจะทันทีหลังผ่าตัด หรือบางรายหายขาดจากโรคได้ โดยความเสี่ยงของการผ่าตัดก็เช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ มีเลือดออกบริเวณแผลผ่าตัด เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านี้ โดยรวมถือว่ามีโอกาสเกิดได้น้อยมาก

          การทำจุลศัลยกรรมในปัจจุบันสำหรับโรคนี้สามารถทำได้ โดยการลงแผลผ่าตัดด้านหลังใบหูยาวเพียง 3-5 ซม. ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เกือบ 90 % จะหายปวดใบหน้าแทบจะทันทีหลังผ่าตัด และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วัน

 

ข้อควรทราบก่อนการผ่าตัด

          1. โรคนี้ไม่ได้ทำให้เสียชีวิต แต่จะทำให้เกิดความทรมานจากการปวดตลอดเวลา และมักรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

          2. ยาที่ใช้รักษาอาการปวดเกือบทั้งหมด อาจทำให้อาการปวดลดลงบ้าง แต่ไม่สามารถทำให้หายขาดได้ และอาการปวดมักจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

          3. ผู้ป่วยส่วนมาก รวมทั้งแพทย์ทั่ว ๆ ไป มักไม่ทราบว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดสามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ หรือแม้แต่ทราบแต่ก็เข้าใจว่าการผ่าตัดน่ากลัวมาก ทำให้ผู้ป่วยหลายรายเสียโอกาสในการรักษาและต้องทรมานอยู่นานโดยไม่จำเป็น

          4. การผ่าตัดแผลเล็กนี้ จะใช้เวลาโดยเฉลี่ยในการผ่าตัดประมาณ 30-60 นาที  พักฟื้น 2-3 วันก็สามารถกลับบ้านได้  ไม่จำเป็นต้องโกนศีรษะโล้น  ทำให้ แนวโน้มการรักษา จะมุ่งไปที่วิธีการผ่าตัดมากกว่าการทานยา ยิ่งในมือของหมอผ่าตัดที่มีความชำนาญ การผ่าตัดสามารถใช้เป็นวิถีทางเลือกแรกได้เลยด้วยซ้ำไป เหตุเพราะการทานยาจะไม่ทำให้หายจากโรคอย่างถาวร  อย่างมากก็ดีขึ้นแค่ชั่วคราวแต่คนไข้มักจะประสบปัญหาทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้ในที่สุดโดยเฉพาะการมึนงงง่วงนอนเดินเซจากการทานยา

          5. อัตราการเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด ในปัจจุบันถือว่าต่ำมาก ทั้งนี้ขึ้นกับประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัด และสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

 

อาการหลังจากการรักษา

          อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ 99% คนไข้จะหายปวดแบบปลิดทิ้ง และจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำไม่ถึง 10% สำหรับการปฏิบัติตนเองหลังการรักษาส่วนใหญ่ก็ให้ใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป เพราะโรคนี้มักจะเกิดแบบไม่เลือกเวลาและสาเหตุ 

 

          แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จักโรคนี้ เมื่อเริ่มมีอาการปวดคนไข้จะไปพบหมอฟัน และรับประทานยา แต่ก็บรรเทาได้แค่ชั่วคราวจนสุดท้ายถึงมาจบที่การผ่าตัด ข้อแนะนำคือควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อไม่ให้เกิดโรคที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดดังกล่าว ส่วนสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการปวดกำเริบได้