สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

ถ้าคุณยังไม่เคยตรวจสุขภาพ และยังไม่มีหมอที่ไหนบอกว่าคุณเป็นต้อหิน นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่เป็นและไม่มีความเสี่ยง มาทำความรู้จักโรคนี้กันให้กระจ่างกัน

 

     

          ต้อหิน คือ หนึ่งในปัญหาดวงตาที่อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้ และสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ก็คือ ต้อหินนั้นไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และหากเป็นแล้วแม้ได้รับการรักษาก็ไม่สามารถกลับมามองเห็นได้ดีดังเดิม อยากให้ทุกคนใส่ใจรู้เท่าทันโรคต้อหิน ที่สำคัญควรหมั่นตรวจเช็กต้อหินกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้รับมือได้ทันท่วงที

          “โรคต้อหินพบได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะช่วง 60-70 ปี จากข้อมูลของชมรมต้อหินแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2560 มีผู้ป่วยต้อหินทั่วโลกมากกว่า 65 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มถึง 76 ล้านคน ในปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มผู้ป่วยโรคต้อหินแบบเฉียบพลันมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ”

 

รู้ทันต้อหิน

          ต้อหินเป็นโรคความเสื่อมขั้วประสาทตาที่ทำให้สูญเสียการมองเห็น ซึ่งผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองป่วยด้วยโรคนี้ เพราะไม่มีอาการบอกล่วงหน้า ชนิดของต้อหินแบ่งออกเป็น

1. ต้อหินปฐมภูมิ (Primary Glaucoma) ได้แก่

          - ชนิดมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) แบ่งเป็น ความดันตาปกติและความดันสูง

          - ชนิดมุมปิด (Primary Angle-Closure Glaucoma) แบ่งเป็น ต้อหินชนิดเฉียบพลันและต้อหินชนิดเรื้อรัง

2. ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เป็นผลมาจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น อุบัติเหตุทางตา เบาหวานขึ้นจอตา

3. ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital Glaucoma) พบในเด็กแรกคลอด - 3 ปี มาจากพันธุกรรมหรือสาเหตุอื่น ๆ

 

ปัจจัยเสี่ยงต้อหิน

          • การใช้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

          • อุบัติเหตุทางตา เช่น การกระทบกระแทกที่ดวงตา

          • พันธุกรรม มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน

 

อาการบอกโรค

          • ปวดตา

          • น้ำตาไหล

          • ตามัวลง

          • เห็นรุ้งรอบดวงไฟ

หากเป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ซึ่งพบในผู้หญิงเอเชียค่อนข้างมาก

 

รักษาต้อหิน

          แม้ต้อหินจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงได้ ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยมี 3 วิธีการหลัก ๆ ได้แก่

1. ใช้ยา ได้แก่ ยาหยอดตา ยารับประทาน และยาฉีด ซึ่งจักษุแพทย์จะรักษาทีละขั้นตอนแล้วดูผลการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด

2. เลเซอร์ ขึ้นอยู่กับชนิดต้อหิน ใช้เวลารักษาเพียงไม่นาน ส่วนใหญ่มักมีการให้ยาควบคู่ไปด้วยกัน

3. การผ่าตัด วิธีนี้จะใช้เมื่อผู้ป่วยรักษาด้วยยาและเลเซอร์แล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของต้อหิน สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การผ่าตัดรักษาต้อหินเป็นไปเพื่อลดความดันตาไม่ใช่การผ่าตัดต้อออกไปแล้วหายขาด เพราะต้อหินเมื่อเป็นแล้ว ทำได้ดีที่สุดคือควบคุมอาการไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม

 

ความรุนแรงของโรค

          สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินไม่สามารถทำการรักษาแล้วหายขาดได้ แต่สามารถทำการรักษาเพื่อควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมได้ โดยจะต้องมาพบจักษุแพทย์ทุก ๆ 3 เดือน ที่สำคัญเมื่อพบว่าเป็นโรคนี้ต้องรีบมารักษาโดยเร็วไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดในทันทีได้

 

ตรวจวินิจฉัยป้องกันต้อหิน

          การตรวจวินิจฉัยโรคต้อหินมีความสำคัญมาก เพราะโรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า “ปัจจุบันโรคต้อหินพบในคนที่อายุ 30 กว่า ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าในอนาคตคนที่เป็นโรคนี้จะมีอายุน้อยลง ดังนั้นถ้าใครที่มีประวัติเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาโดยเร็ว แต่ถ้าหากเป็นคนทั่วไปแนะนำให้ตรวจช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการตรวจต้อหินในปัจจุบัน สามารถทราบผลได้ทันที ด้วยการตรวจอย่างละเอียดเฉพาะโรคต้อหิน โดยเครื่องสแกนวิเคราะห์จอประสาทตาและขั้วประสาทตา (Optical Coherence Tomography) และเครื่องตรวจลานสายตา (Computerized Static Perimetry) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคต้อหินได้อย่างชัดเจน”

          นอกจากนี้ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต “ดวงตากับการใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นอีกเรื่องที่อยากฝากไว้ หากต้องใช้งานตอนกลางคืนควรเปิดไฟให้สว่าง เพื่อช่วยให้สบายตา และทุก ๆ 20 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ควรพักสายตาประมาณ 20 วินาทีถึงครึ่งนาที และควรหยอดน้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียเพื่อป้องกันตาแห้ง”

 

          โรคต้อหินที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาได้ไม่ดีพออาจทำให้อาการแย่ลงจนสูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ป่วยโรคต้อหินจะได้รับการรักษาแล้ว แต่ก็อาจเสี่ยงต่ออาการตาบอดได้เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำตามวิธีการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ