สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

สำหรับผู้ที่วางแผนอยากตั้งครรภ์ มีเบบี๋น้อยเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว คงต้องมีการวางแผนและเตรียมตัวกันให้ดีเพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และคุณลูก คุณหมอปกรณ์จะมาแนะนำวิธีตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ การดูแลครรภ์ จนถึงการดูแลตนเองตลอดการตั้งครรภ์ ให้ว่าที่คุณแม่ทั้งหลายได้ทราบกันค่ะ

ตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมพร้อม 

การเตรียมตัวเบื้องต้น ก่อนแต่งงานหรือแต่งงานแล้วหากมีแผนที่จะ ตั้งครรภ์ ควรมาตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดชุดคู่รัก ซึ่งจะมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดทั้งชายและหญิง มีการตรวจ CBC หรือการตรวจเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด การตรวจหมู่เลือด และการตรวจภาวะติดเชื้อต่าง ๆ ในเลือด ตรวจเอดส์  ไวรัสตับอักเสบบีและซิฟิลิส มีการตรวจปัสสาวะและดูเรื่องของหัดเยอรมัน หากตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันก็ให้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ เพราะวัคซีนบางชนิดหลังฉีดต้องคุมกำเนิดไว้ก่อน เช่น หัดเยอรมัน ต้องคุมกำเนิดหลังฉีดวัคซีน 1 เดือน จึงต้องวางแผนให้ดีก่อน

นอกจากนี้อาจจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งโรคนี้จะพบได้บ่อยมากในผู้หญิง ติด1 ใน 5 อันดับแรก อันตรายถึงชีวิตได้ 99% สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส human papilloma virus (HPV) ซึ่งเราสามารถที่จะฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ตัวนี้ได้ ซึ่งควรจะฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์เลยดีที่สุด เพราะไวรัสตัวนี้ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แนะนำให้ฉีดตั้งแต่ 9 ขวบ  ปัจจุบันวัคซีนที่ฉีดก็จะมีวัคซีนป้องกันไวรัส HPV เบอร์ 16 กับ 18  ป้องกันได้ประมาณ 90%  การฉีดจะฉีด 3 ครั้ง โดยฉีดเข็มแรก เข็มที่2 2 เดือนหลังจากเข็มแรก และเข็มที่ 3 6 เดือน คนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังได้ประโยชน์จากการฉีดจึงควรฉีด ถึงแม้จะฉีดแล้วก็ควรตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกปี ปีละ 1 ครั้ง และก็จะมีวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีและหัดเยอรมันที่ควรฉีดไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูก

อีกอย่างที่สำคัญคือ การตรวจเลือด Hemoglobin typing ดูเรื่องโรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมียว่าตัวสามีหรือภรรยามีพาหะหรือไม่ มีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน หมอจะได้วิเคราะห์ให้และบอกแนวทางการดูแลต่อไป นอกจากนี้ยังมีการซักประวัติและตรวจร่างกายคุณแม่ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ พร้อมที่จะมีบุตรไหม และประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ต่างๆ จะได้เตรียมความพร้อมร่างกายให้ดีที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ต่อไป

โรคอันตรายห้ามตั้งครรภ์

โรคที่หากผู้หญิงเป็นแล้วไม่ควรตั้งครรภ์จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคหัวใจที่มีความซับซ้อน มีเส้นเลือดหัวใจที่อยู่สลับตำแหน่งกัน หรือมีโรคทางร่างกาย เช่น เบาหวานขั้นรุนแรง ต้องฟอกเลือด หรือ โรคความดันเลือดสูงในปอดก็จะมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสเสียชีวิต 50-50 ก็ไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์ ซึ่งอันนี้ถ้ามีตรวจร่างกายก็จะมีการพูดคุยให้คำแนะนำไว้ 

ความสำคัญของการฝากท้อง

การตั้งครรภ์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วเมื่อตั้งครรภ์ก็มีความเสี่ยงทั้งแม่และเด็ก ตั้งแต่เสี่ยงน้อยจนไปถึงเสี่ยงมากจนอันตรายถึงชีวิตได้ หลาย ๆ ท่านก็จะประมาทชะล่าใจว่าตั้งครรภ์ก็คงธรรมชาติ มาถึงก็คลอดได้ ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก ความจริงแล้วแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนอายุน้อยก็จะมีความเสี่ยงต่ำ คนมีโรคประจำตัวก็จะมีความเสี่ยงสูง ซึ่งตรงนี้หมออยากย้ำว่า ถ้าทราบว่าตั้งครรภ์แล้วควรรีบมาพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ จะได้ประเมินความเสี่ยงและตรวจสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงวางแผนการดูแลทั้งแม่และลูกเลยว่าจะทำอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย

ดูแลครรภ์ 3 ไตรมาส

สำหรับการดูแลครรภ์ตลอดโดย 3 ไตรมาสมีคำแนะนำดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ช่วง 3 เดือนแรก (12 สัปดาห์)

เป็นช่วงที่ทารกกำลังเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อน มีขนาดเล็กมาก อวัยวะต่าง ๆ จะสร้างครบถ้วนภายใน 12 สัปดาห์แรกนี้ คุณแม่อาจจะมีอาการการแพ้ท้อง เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนกำลังไต่ระดับสูงขึ้น จะมีอาการแพ้ท้องมากในช่วง 6-10 สัปดาห์ ช่วงนี้คุณแม่ควรรับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารมัน รสเผ็ดหรือรสจัด อาหารที่กลิ่นแรงๆ เช่น ผักชีหรือกระเทียม อาจจะดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวหรือน้ำขิง จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ 

ส่วนยาบำรุงครรภ์ หมอแนะนำให้รับประทานโฟลิกทุกวัน ซึ่งควรรับประทานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนและรับประทานต่อเนื่องจนครบ 3 เดือนแรก โฟลิกจะช่วยในเรื่องของพัฒนาการระบบสมองของเด็ก หากมีภาวะขาดโฟลิกอาจจะส่งผลรุนแรงกับทารกถึงขั้นพิการ กะโหลกศีรษะไม่ปิด เด็กอาจเสียชีวิตได้ 

การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียด สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือพวกยาเสพติดต่าง ๆ  จะทำให้ทารกพิการหรือแท้งได้ แนะนำให้คุณแม่ปรับตัวแต่เนิ่น ๆ เมื่อมาฝากครรภ์จะมีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เช็คภาวะหมู่เลือด เม็ดเลือด โรคโลหิตจาง โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยและภาวะเรื่องเอดส์ เรื่องการติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี ส่วนแต่ละโรคหากมีการตรวจพบ อย่างเช่น โรคธาลัสซีเมีย ก็จะมีการตรวจต่อเนื่องไปอีก

ไตรมาสที่ 2 ช่วง 4-6 เดือน (18 – 20 สัปดาห์)

เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยละเอียด ดูอวัยวะต่าง ๆ รูปร่าง รก น้ำคร่ำ สายสะดือ และจะมีการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมในเด็ก ซึ่งจะแบ่งตามช่วงอายุของแม่ ถ้าแม่อายุน้อยกว่า 35 ปีมีความเสี่ยงที่น้อยอยู่ก็อาจจะตรวจเลือดก่อน ตรวจสารเคมีในเลือด ประเมินความเสี่ยง ถ้าเสี่ยงสูงก็จะไปเจาะน้ำคร่ำเพิ่มเติม แต่ในกรณีที่แม่อายุเกิน 35 ปี ถือว่ามีความเสี่ยงสูงจะแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำเลย ปัจจุบันมีวิธีมาใหม่คือ ตรวจเลือดหรือที่เรียกว่าตรวจ NIPT เป็นการตรวจเลือดคุณแม่เพื่อหาสารพันธุกรรมของลูกที่ไหลเวียนออกมาในเลือดคุณแม่ มีความแม่นยำสูง 99% สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ ข้อดีคือหลีกเลี่ยงการเจาะน้ำคร่ำได้ในกรณีที่ผลตรวจ NIPT ปกติ ลดความเสี่ยงในการเจาะน้ำคร่ำแล้วแท้งในคุณแม่ แต่ราคาก็จะสูงกว่าการเจาะน้ำคร่ำอยู่บ้าง  

เรื่องการรับประทานอาหาร ช่วงนี้คุณแม่ก็จะรับประทานอาหารได้มากขึ้น ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเริ่มกลับมาสู่ภาวะรับประทานอาหารได้ปกติ ครบ 5 หมู่ ก็จะมีการเสริมในกลุ่มของธาตุเหล็กกับแคลเซียม เสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือด สร้างกระดูกในเด็ก

ไตรมาสที่ 3 ช่วง 7-9 เดือน

เป็นภาวะช่วงใกล้คลอด ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ คุณแม่ก็จะมีขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น มีอาการปวดหลัง ปวดน่องมากขึ้น  ปัสสาวะบ่อยเนื่องจากมดลูกไปกดที่กระเพาะปัสสาวะ เดินไกลได้น้อยลง เหนื่อยง่าย จึงต้องเดินให้น้อยลง นั่งหรือนอนให้มากขึ้น ให้เฝ้าสังเกตหรือดูอาการผิดปกติที่จะนำมาซึ่งการคลอด อย่างเช่น เจ็บท้อง มีภาวะมูกเลือดออกทางช่องคลอด มีภาวะน้ำเดิน เด็กดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้ง/สัปดาห์ ซึ่งช่วงนี้คุณแม่ต้องนับลูกดิ้นทุกวัน ซึ่งจะเป็นการบอกสุขภาพของเด็กในครรภ์ด้วย ถ้าดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้ง/สัปดาห์  อาจจะเกิดภาวะขาดออกซิเจน เช่น สายสะดือพันคอแน่น ก็ต้องรีบมาโรงพยาบาล

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์

การปวดท้องน้อย  ปวดบิดๆ ปวดเป็นพัก ๆ คล้าย ๆ การปวดประจำเดือน มีเลือดหรือน้ำใส ๆ ออกทางช่องคลอด อาจจะเป็นน้ำใส ๆ คล้ายปัสสาวะราดโดยที่ไม่ได้เบ่งปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเกิดจากถุงน้ำคร่ำแตก 

ตกขาวผิดปกติ มีสีเปลี่ยนไป มีลักษณะจับตัวเป็นก้อนและมีอาการคันร่วมด้วย จะเป็นภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา หรือถ้าเป็นสีเหลือง สีเขียวก็จะมีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งก็ควรมาเข้ารับการรักษาและรับยา เพราะอาจจะกระตุ้นการติดเชื้อเข้าไปที่มดลูก ทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ 

ปวดศีรษะ ตัวบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว เป็นอีกเรื่องที่ต้องสังเกต เพราะอาจเป็นเรื่องของความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษต้องเฝ้าระวัง 

ลูกไม่ดิ้น  พออายุครรภ์มากขึ้นคุณแม่รู้สึกได้ถึงการดิ้นของเด็ก ต้องนับการดิ้นของเด็ก หากผิดปกติก็ต้องรีบมาโรงพยาบาล

 

อายุ 35 กับการตั้งครรภ์

จริงอายุเกิน 35 ปีสามารถตั้งครรภ์ได้แต่โอกาสก็จะมียากมากขึ้น เนื่องจากจะมีความเสี่ยงสูงก็คือ เด็กในครรภ์มีโอกาสผิดปกติทางพันธุกรรมมากขึ้น และโรคทางพันธุกรรมที่เจอบ่อยสุดคือ ดาวน์ซินโดรม จะมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาเป็น 3 แท่งจากปกติมี 2 แท่ง ทำให้เกิดภาวะความพิการต่าง ๆ ในหลาย ๆ ระบบ หรืออาจจะไม่พบความผิดปกติทางด้านร่างกาย อาจจะผิดปกติทางสมอง ทำให้เกิดไอคิวที่ต่ำกว่าปกติ อาจจะมีความรุนแรงเล็กน้อยยังพอช่วยเหลือตนเองได้ จนกระทั่งไปถึงรุนแรงมากต้องช่วยเหลือตลอดเวลา

ปัจจุบันถ้าตั้งครรภ์แล้วเด็กเป็นดาวน์ซินโดรมยังไม่มียารักษาพันธุกรรมโดยตรง มีทางเลือกแค่ว่า เราตรวจ วินิจฉัย เพื่อให้ทราบว่าเป็นดาวน์ซินโดรมแล้วให้คุณแม่มีทางเลือกว่า จะตั้งครรภ์ต่อเพื่อดูแลหรือจะยุติการตั้งครรภ์ในช่วงประมาณ 5 เดือนซึ่งทางกฎหมายอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ เพราะเด็กมีความผิดปกติที่รุนแรง มีผลกระทบต่อจิตใจและทางด้านการเลี้ยงดูของครอบครัว

จริง ๆ แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องอายุ 35 ขึ้นไป ถึงน้อยกว่านี้ก็มีความเสี่ยงที่ลูกออกมาจะเป็นเด็กดาวน์ได้ทุกคน แต่ตัวเลขยังน้อยกว่าเกณฑ์เท่านั้นเอง แนะนำให้ตรวจคัดกรองก่อน ซึ่งจะมีการซักประวัติ  ดูเกณฑ์ประเมินตามอายุ อัลตราซาวนด์ ตรวจเลือด

 

การตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์จนถึงในช่วงตั้งครรภ์ โดยท่านที่วางแผนกำลังจะมีบุตรหรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถเข้ามาปรึกษาและฝากครรภ์กับคุณหมอปกรณ์ได้ หากมีข้อสงสัยสามารถเข้ามารับคำแนะนำได้ที่โรงพยาบาลเพชรเวชค่ะ