สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

ภูมิแพ้ โรครำคาญใจของใครหลาย ๆ คน จะมีอาการน้ำมูกไหล ไอ จาม คัดจมูก เป็นโรคที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก แพทย์หญิงนริศตา แผนกหู คอ จมูก  ประจำโรงพยาบาลเพชรเวชจะมาให้ความรู้พร้อมวิธีปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการภูมิแพ้ค่ะ

 

Q : สาเหตุหลักของการเกิดภูมิแพ้ 

A :  การเกิดภูมิแพ้มีหลายสาเหตุ แต่แบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุหลักคือ 

1.ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ดังนั้นหากมี พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นภูมิแพ้จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป 

2.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น มลภาวะทางฝุ่นและมลพิษในกรุงเทพ หรือขนสุนัขและแมวก็เป็นสาเหตุการเกิดภูมิแพ้  ฯลฯ 

 

Q : ภูมิแพ้มีกี่ประเภท

A :  สำหรับโรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทคือ ภูมิแพ้ที่มีอาการตลอดปี กับภูมิแพ้แบบตามฤดูกาล 

1. ภูมิแพ้ที่มีอาการตลอดปี ได้แก่ แพ้ฝุ่น โดยคนไทยจะนิยมเป็นภูมิแพ้ตลอดทั้งปี จะมีอาการไม่หนัก แต่เป็นได้บ่อย

2. ภูมิแพ้แบบ Seasonal  ได้แก่ แพ้ละอองเกสรดอกไม้เพราะจะมีแค่บางฤดูกาล ชาวต่างชาติจะนิยมเป็นแบบ Seasonal  ซึ่งในประเทศแถบตะวันตก สารก่อภูมิแพ้ส่วนใหญ่จะเป็นละอองจากฟาง หญ้าแห้ง ดอกหญ้า หรือต้นหญ้า หรือเรียกว่า Hay fever

 

Q : การรักษาภูมิแพ้เบื้องต้น

A : การรักษาภูมิแพ้จะแบ่งออกเป็น 3 วิธี

     1. กำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ อันดับแรกจะต้องหาก่อนว่าแพ้อะไร วิธีการหาก็คือ รับประทาน ดมหรือสัมผัสอะไรแล้วแสดงอาการ ก็แสดงว่าคุณน่าจะแพ้สิ่งนั้น หรือเราจะใช้วิธีตรวจเลือดหาหรือการทดสอบทางผิวหนังเพื่อหาสิ่งที่แพ้ก็ได้

     2. การใช้ยา มีความจำเป็นในระยะแรก เนื่องจากผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าแพ้อะไรจึงยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองต่าง ๆได้ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองให้ดีขึ้น และใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัด ที่สำคัญคือไม่ควรซื้อยากินเอง

     3. การออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น 

 

Q : อาการเบื้องต้นของภูมิแพ้

A : สำหรับอาการเบื้องต้นของภูมิแพ้ แสดงอาการได้ค่อยข้างหลากหลายมาก เช่น คันหู คันตา คันหรือคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จามหรือมีลมพิษขึ้น เป็นต้น  เพราะฉะนั้นต้องค่อยสังเกตด้วยว่าไปสัมผัส รับประทาน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนแล้วเกิดอาการขึ้นบ้าง  

        นอกจากนั้นอาการแพ้ของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเอง หากออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะมีอาการน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ 

 

Q : ภูมิแพ้ลามไปเป็นโรคอื่นได้

A : เนื่องจากโรคภูมิแพ้ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและมีน้ำมูกเป็นผลให้คัดจมูก หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบ เจ็บคอบ่อย ๆ ริดสีดวงจมูกหรือไอเรื้อรังจนถึงหอบหืดได้ บางรายอาจเป็นหอบหืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเป็นภูมิแพ้ก็จะไปกระตุ้นหอบหืดให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นด้วย 

 

Q : การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้

A :   1. การซักประวัติ ถามข้อมูลส่วนตัวและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย 

        2. ตรวจร่างกาย ทางหู คอ จมูก ส่วนการตรวจเพื่อทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้สารอะไรบ้างนั้น ทำได้โดยการเจาะเลือดตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ และการทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test)

            - การเจาะเลือดตรวจหาสารก่อภูมิแพ้   วิธีนี้สามารถทำได้กับผู้ป่วยทุกราย รวมถึงทำได้ในขณะกินยาแก้แพ้อยู่ โดยใช้การเจาะเพื่อเอาเลือดประมาณ 3-5 มิลลิลิตรไปหยดลงบนสารที่เตรียมเอาไว้ จะเกิดปฏิกิริยาขึ้นทำให้ทราบว่าคนไข้แพ้อะไร

            - การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) การนำน้ำยาสกัดจากสารภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่น ตัวไรฝุ่น รังแคของสัตว์ แมลงสาบ เกสรหญ้า วัชพืช เชื้อรา เป็นต้น มาทำการทดสอบที่ผิวหนังของคนไข้โดยทำการสะกิดลงบนผิวหนัง เพื่อทำให้ทราบว่าแพ้สารใด ผู้ป่วยสามารถเห็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นด้วยตาของตนเอง 

เรื่องสำคัญคือ เมื่อทราบสาเหตุของภูมิแพ้แล้วต้องหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาการภูมิแพ้ไม่มีวันหายขาด แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการได้ และต้องไม่ลืมด้วยว่ากลับมาเป็นได้อีกเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น 

 

Q : การดูแลตัวเองและสภาพแวดล้อมเพื่อห่างไกลภูมิแพ้

A :  1. ควรทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งด้วยเครื่องดูดฝุ่น ขณะทำความสะอาดควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกหรือสวมหน้ากากกันฝุ่นด้วย                                                                                                               

       2. ใช้เครื่องตกแต่งห้องให้น้อยที่สุดเพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด                                                       

       3. ไม่ปูพรมทุกชนิดที่เป็นขนสัตว์และใยสังเคราะห์ ซึ่งเป็นที่สะสมของฝุ่นและทำความสะอาดยาก

       4. หนังสือและเสื้อผ้าควรเก็บในตู้มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่น

       5. ซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง ผ้าม่าน อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ถ้าซักในน้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 นาทีสัปดาห์ละ 1 ครั้งได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยฆ่าไรฝุ่นไร

       6. ใช้หมอน หมอนข้าง ที่นอน ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ ไม่ควรใช้ชนิดที่มีนุ่น ขนเป็ด ขนไก่ หรือขนนก และควรนำหมอนออกไปผึ่งแดดทุกสัปดาห์อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที แสงแดดจะช่วยฆ่าตัวไรฝุ่นได้

       7. กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง มด แมลงวัน โดยให้คนในบ้านใช้ยาฆ่าแมลงช่วย (ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาฆ่าแมลงด้วยตัวเองเพราะอาจแพ้สารเคมีได้)

       8. ระวังเรื่องการสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก ฯลฯ ไม่ควรนำสัตว์มาเลี้ยงในบ้าน หรือมานอนในห้องนอน และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขนสัตว์ซึ่งเสี่ยงกับการแพ้ได้เช่นกัน

      9.  ระวังเชื้อราในอากาศ เชื้อรามักชอบอยู่ในที่ชื้นและอับทึบ จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านด้วยการ

           • จัดไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นบังตัวบ้านซึ่งบังลมทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก 

           • กำจัดเศษใบไม้ที่อยู่บนพื้นและเศษหญ้าที่ชื้นแฉะในสนามทิ้งไป   

           • ไม่ปลูกต้นไม้ในบ้านเพราะอาจมีเชื้อราในดิน และอย่านำดอกไม้สดมาตกแต่งภายในบ้านเพราะหลังจากที่แห้งอาจมีเชื้อราเกาะอยู่

           • ทำความสะอาดห้องน้ำ และเปิดให้แสงแดดส่องให้ห้องน้ำแห้งอยู่เสมอ

           • รองเท้า เสื้อผ้า ร่มกันฝน ควรผึ่งแดดให้แห้งสนิทหลังใช้งาน 

           • หากพบบริเวณที่มีเชื้อราต้องรีบทำลายโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราทันที

       10. ละอองเกสรพืช มักปลิวมาตามลมนอกบ้าน จึงควรหมั่นตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชในสนามหญ้าบ่อย ๆ  และปิดประตูหน้าต่างป้องกันเกสรปลิวเข้าบ้าน  รวมถึงควรทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าเพราะเกสรพืชมักปลิวในตอนเย็น

 

Q : ความแตกต่างของหวัดกับภูมิแพ้ 

A :  อาการเบื้องต้นของหวัดกับภูมิแพ้อาจมีอาการคล้ายกัน แต่จุดที่ต่างกันคือ 

      หวัด : จะเป็นการอักเสบแบบติดเชื้อ หากเป็นหวัดหลาย ๆ วัน น้ำมูกจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง สีเขียว และมีอาการไอเจ็บคอหรือมีไข้ร่วมด้วยเนื่องจากเป็นการติดเชื้อไวรัสและอาจมีอาการทั้งวัน 

     ภูมิแพ้ : อาจจะมีอาการในตอนช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน แต่ในช่วงสาย ๆ เริ่มมีแสงแดดแล้ว สารก่อภูมิแพ้จะลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ แต่ในบางรายอาจมีอาการทั้งวันเนื่องจากแพ้หลายอย่างได้เหมือนกัน แต่ผู้ป่วยจะไม่มีไข้

 

Q : ผลเสียของยาแก้แพ้ 

A :  การใช้ยาทุกอย่างล้วนมีผลเสียด้วยเช่นกัน ดังนั้นที่โรงพยาบาลเพชรเวชจึงไม่เน้นการใช้ยาเป็นหลัก เราจะเน้นการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และออกกำลังกายเพื่อให้ใช้ยาน้อยที่สุด โดยผู้ป่วยจะเป็นภูมิแพ้ต่อไปแต่จะไม่มีอาการ

การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ คือ คาร์ดิโอหรือการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วจนคุณรู้สึกได้ ไม่ว่าจะเป็น วิ่ง ว่ายน้ำ แบดมินตัน  เทนนิส กระโดดเชือก ไม่ควรออกกำลังกายโดยการยกเวท ซิทอัพ เพราะจะได้แค่เหงื่อและกล้ามเนื้อ ควรเน้นการเคลื่อนที่มากกว่า 

 

Q : คำแนะนำผู้เป็นภูมิแพ้ในช่วงที่มีฝุ่นพิษ 

A :  เราเน้นการป้องกันเป็นหลัก สำหรับผู้ป่วยที่ต้องออกนอกบ้านก็ควรใส่หน้ากากป้องกัน (N95) หากหาซื้อไม่ได้ก็ใส่แมสธรรมดาซ้อนทับกันสองชั้น หรือใส่ชั้นเดียวแต่ใช้ทิชชู่สองแผ่นซ้อนด้านใน และเมื่อกลับมาบ้านให้ทำการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อล้างฝุ่นพิษที่ติดอยู่ตามขนจมูกไม่ให้เข้าสู่ร่างกายค่ะ

 

Q : เกณฑ์การคัดเลือกผู้ป่วยเข้าโครงการอบรมผู้ป่วยภูมิแพ้

A :  การคัดเลือกผู้ป่วยเข้าโครงการอบรมผู้ป่วยภูมิแพ้ก็จะดูจากการวินิจฉัยจากหมอว่าเข้าข่ายหรือเป็นภูมิแพ้แล้ว ผู้ป่วยที่ถูกคัดเลือกจะต้องเข้าอบรมภูมิแพ้ โดยมีการดำเนินการจากหมอเอง 

วิธีดำเนินการก็คือผู้ป่วยสามารถมายื่นบัตรที่โรงพยาบาลปกติแต่หมอจะมีบัตรนัดแนบไว้ว่าเข้าอบรม ผู้ป่วยก็เข้าทำการตรวจร่างกายในช่วงเช้าและเข้าอบรม เนื่องจากภูมิแพ้เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เพราะฉะนั้นผู้ป่วยต้องมีความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกวิธีว่าทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดโรคข้างเคียงจากภูมิแพ้

 

แม้จะรักษาให้หายขาดจากโรคนี้ไม่ได้ แต่หากออกกำลังกายและดูแลสภาพแวดล้อมที่อยู่ให้ดีและสะอาด เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณก็ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ได้แล้วค่ะ