กระทู้ความรู้ Hospitel รพ.เพชรเวช
กระทู้ความรู้ Hospitel รพ.เพชรเวช

โรงพยาบาลเพชรเวชมี Hospitel รองรับผู้ป่วยสีเขียวที่เข้าเกณฑ์ และมีผลการตรวจ RT-PCR โดยจะเป็นผลการตรวจจากที่ใดก็ได้ หากมีสิทธิประกันสุขภาพโรงพยาบาลเพชรเวชจะจัดรถรับในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล ขณะที่รักษาตัวจะมีทีมแพทย์ดูแล 24 ชั่วโมง หากมีอาการหนักขึ้นจะถูกนำตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลทันที

 

ใครบ้างที่สามารถเข้ารับการรักษา Hospitel กับโรงพยาบาลเพชรเวชได้

 

ผู้ป่วยต้องได้รับการยืนยันว่า ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยผลตรวจ RT-PCR สามารถเข้ารับบริการได้ตามสถานที่ดังนี้

 

  • ตรวจ RT-PCR กรณีเสียค่าใช้จ่าย : โรงพยาบาลเพชรเวชมีให้บริการตรวจสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรอคิว โดยจะเสียค่าใช้จ่าย 3,000 บาท  สามารถทราบผลใน 24-48 ชั่วโมง สามารถใช้เบิกประกันได้ และจะได้ใบรับรองผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมคลิก
     
  • การตรวจเชิงรุก : การตรวจเชิงรุกของภาครัฐในเขต กทม. เป็นการตรวจแบบ RT-PCR โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถใช้เอกสารยืนยันผลตรวจเพื่อเข้ารับการรักษาที่ Hospitel กับโรงพยาบาลเพชรเวชได้เช่นกัน

 

ตรวจแบบ Antigen Test เข้ารับการรักษาที่ Hospitel ได้ไหม

 

 เพื่อความสะดวก, รวดเร็ว ภายใน 1 วัน สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 สำหรับท่านที่มีผลตรวจ  Antigen ผลบวก (พบเชื้อ) ไม่ว่าจะตรวจจากที่ใดก็ตาม ท่านสามารถเข้ารับบริการตรวจ RT-PCR ที่โรงพยาบาลเพชรเวชทราบผลภายใน 2 ชั่วโมง กรณียืนยันพบเชื้อรักษาที่โรงพยาบาล หรือ Hospitel ทันที สามารถ Walk-in เข้ารับบริการทุกวัน เวลา :  08.00-16.00 น. บริเวณอาคาร C (ติดทางออก ลานจอดรถ) โดยต้องเตรียมบัตรประจําตัวประชาชน และผลตรวจAntigen (ทุกขั้นตอนไม่มีค่าใช้จ่าย)

 

เกณฑ์ผู้ป่วยสีเขียวที่เข้ารักษา Hospitel ได้

 

  • อายุตั้งแต่ 5 - 70 ปี
  • ผู้ป่วยยืนยันโควิด -19 ที่ไม่มีอาการ
  • ผู้ป่วยโควิด -19 ที่มีอาการแต่ไม่มีภาวะเสี่ยงหรือภาวะร่วม
  • ผู้ป่วยโควิด -19 ที่มีอายุน้อยกว่า 70 ปีที่ไม่มีอาการ หรือไม่มีภาวะเสี่ยง หรือภาวะอื่นร่วม หรือผู้ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
  • น้ำหนักไม่เกิน 90 กิโลกรัม หรือค่า BMI ไม่เกิน 30

 

ข้อดีเมื่อรักษา Hospitel กับเพชรเวช

 

  • มีทีมแพทย์ และพยาบาลที่ให้การดูแลตลอด 24 ชม.
  • หากมีอาการหนักขึ้นผู้ป่วยจะถูกส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรเวชทันที
  • X-ray และมีการเจาะเลือดเพื่อติดตามอาการ
  • การรับยาที่สะดวกรวดเร็วภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
  • บริการรถรับผู้ป่วยโควิด-19 สําหรับผู้มีสิทธิประกันสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล (เวลา 08.00-16.00 น. )

 

การปฏิบัติตัวเมื่อได้รับการรักษาที่ Hospitel

 

  • หากมีปัญหาเกี่ยวกับโรงแรม เช่น แอร์เสีย, ห้องน้ำตัน, ต้องการย้ายห้อง, อาหารยังไม่ได้รับ ฯลฯ กด 0 เพื่อติดต่อทางโรงแรม
  • หลังรักษาตัวใน Hospitel จนครบ วันที่ 3 และ 7 จะมีการ X-ray ปอด หากมีความผิดปกติแจ้งผ่านLine หรือโทรแจ้งกด 2 ตามด้วย 1914 ถึง 1919 โดยมีรายละเอียดคือ เบอร์ห้อง ชื่อผู้ป่วย และอาการที่ผิดปกติถ้าเหนื่อยหากมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วแจ้งค่าที่วัดได้ร่วมด้วย
  • ไม่อนุญาตรับ ส่ง หรือสั่ง อาหาร หรือสิ่งของจากภายนอกเข้ามาใน Hospitel ยกเว้นยาโรคประจําตัว

 

การปฏิบัติตัวหลังออกจาก Hospitel

 

  • เมื่อครบกําหนดตามระยะเวลาหลังตรวจพบเชื้อด้วยวิธี RT-PCR คือ 14 วัน ให้ปฏิบัติตนตามแนววิถีชีวิตใหม่คือ อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย การทําความสะอาดมือ การรักษาระยะห่าง การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่การระบายอากาศไม่ดี
     
  • ผู้ป่วยสามารถพักอยู่บ้าน หรือ ไปทํางานได้ตามปกติ
     
  • การกลับไปทํางาน ขึ้นอยู่กับสภาวะทางสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลักไม่ต้องทําการตรวจหาเชื้อซ้ำด้วยวิธีการใดๆ ก่อนกลับเข้าทํางานโดยใบรับรองแพทย์จะให้หยุดเพิ่มหลังวันออกจาก Hospitel เพิ่มอีกเป็นเวลา 14 วันนับแต่วันออกจาก Hospitel หากผู้ป่วยมีความจําเป็นต้องกลับไปทํางานก็สามารถกลับไปทํางานได้ตามปกติแต่แนะนําให้ปฏิบัติตนตามวิถีชีวิตใหม่อย่างเคร่งครัด
     
  • หากมีอาการป่วยให้ตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามความเหมาะสม
     
  • ผู้ป่วยที่เพิ่งหายจาก โควิด-19 ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน มีโอกาสติดเชื้อซ้ำน้อยมาก การตรวจหาจึงมีประโยชน์น้อยเนื่องจากอาจจะยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โควิด-19 อาจจะนานถึง 50 วัน ยังไม่แน่ชัดว่านานขึ้นกี่วันอาจเป็นเพียงซากสารพันธุกรรมที่ยังกําจัดไม่หมด ควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไปตามความเสี่ยงที่ได้รับหลังรักษา
     
  • การฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 หลังหายแล้วอาจแนะนําหลังจากหายแล้ว 3 เดือนหรือหากมีคิวฉีด ให้โทรไปแจ้งที่จุดฉีดวัคซีนว่าได้ติดเชื้อ โควิด-19 หายกลับบ้านวันที่เท่าไหร่ ให้จุดที่ฉีดเป็นผู้พิจารณาว่าต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนหรือไม่

การรักษาที่ Hospitel เป็นทางเลือกการรักษาที่ดีทางหนึ่งของผู้ป่วยสีเขียว และเมื่อรักษาหายจนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ยังคงต้องทำมาตรการป้องกันโรคตามเดิม