Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินรีเวช
ดูประวัติแพทย์
พญ.วารินทร์ เวสารัชวิทย์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.อุเทน บุญอรณะ
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
ข้าวเหนียวมะม่วง ประโยชน์ และผลกระทบต่อสุขภาพ
อาหารหวานที่มักจะรับประทานในช่วงฤดูร้อนนั้นมีมากมาย หนึ่งในนั้นต้องเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วง มีทั้งประโยชน์ และผลกระทบต่อสุขภาพหากรับประทานมากเกินไป  ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ     คุณค่าทางโภชนาการของข้าวเหนียวมะม่วง   ข้าวเหนียวมะม่วง 1 จานนั้น ประกอบไปด้วย            พลังงานทั้งหมด 730 แคลอรี             พลังงานจากไขมัน 437.4 แคลอรี            โปรตีน 8.5 กรัม             คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 71.6 กรัม             ไขมันทั้งหมด 48.6 กรัม             โซเดียม 36.9 กรัม             โพแทสเซียม 512.2 กรัม   นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี แมกนีเซียม ไนอาซิน ซิงค์ แคลเซียม และไทอามิน     ประโยชน์จากการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วง            ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน             สามารถกำจัดสารอนุมูลอิสระที่จะทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้             ลดอาการคอแห้ง กระหายน้ำ             ลดภาวะเหงื่อออกมาก            ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น คลายจากความเหนื่อยล้า             ช่วยให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น     ผลกระทบจากการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงมากเกินไป             เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน             เพิ่มความเสี่ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง             เพิ่มความเสี่ยงที่เป็นโรคเบาหวาน             กระตุ้นให้เกิดอาการร้อนใน             ท้องอืด แน่นท้อง             การทำงานของกระเพาะอาหารผิดปกติ (ย่อยอาหารได้ยากขึ้น)             ท้องผูก             หากรับประทานในช่วงก่อนนอนอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ         การรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงโดยไม่เสียสุขภาพ            รับประทานในปริมาณที่พอดี             รับประทานข้าวเหนียวมูนในปริมาณ ครึ่งเดียว ต่อมะม่วง 1 ลูก             ลดปริมาณของกะทิ             เลือกรับประทานในช่วงเวลากลางวัน             หากเลือกรับประทานข้าวเหนียวมะม่วง ควรแทนอาหารมื้อหลักในมื้อนั้นๆ            ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรลดปริมาณในการรับประทาน     หลังจากการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงแล้ว ควรทำการออกกำลังกายควบคู่กันไป อีกทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต และผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาการม้ามพร่อง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วง เพราะอาจทำให้โรคที่เป็นอยู่นั้นเกิดอาการกำเริบขึ้นได้
อ่านเพิ่มเติม
หินปูนในเต้านม ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม
หินปูนในเต้านม คือ หินปูนที่เกิดจากการสะสมเซลล์ที่ตายแล้ว จากการผลิตน้ำนมในบริเวณต่อมน้ำนม ซึ่งน้ำนมนั้นจะมีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบ สามารถแบ่งหินปูนในเต้านมได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ หินปูนในเต้านมชนิดที่ไม่อันตราย และหินปูนในเต้านมที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ดังนั้นผู้หญิงที่ต้องการทราบว่าตนเองมีหินปูนในเต้านม จะต้องทำการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) เท่านั้น เพราะสามารถสังเกตอาการจากภายนอกด้วยตนเองได้     สาเหตุของหินปูนในเต้านม             ภาวะปกติตามธรรมชาติของผู้สูงอายุเพศหญิง ที่หินปูนมักจะเกาะอยู่ข้างในผนังหลอดเลือด             เกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเต้านมอย่างรุนแรง             สารคัดหลั่งอยู่ในท่อน้ำนม หรือต่อมน้ำนม             ความเสื่อมของเซลล์ในเนื้องอกบริเวณเต้านม     ลักษณะของหินปูนในเต้านมแต่ละชนิด   ลักษณะของหินปูนในเต้านมชนิดที่ไม่อันตราย             หินปูนขนาดใหญ่ เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่อยู่ภายในก้อนเนื้องอกชนิดหนึ่ง             หินปูนลักษณะกลม ขอบขาว เกิดจากการขาดเลือดของไขมันในเต้านม             หินปูนลักษณะกลม ใหญ่ เห็นขอบได้ชัด ซึ่งเป็นหินปูนที่เกาะที่อยู่ตามผิวหนัง             หินปูนที่มีลักษณะเป็นหลอด เกิดจากการคัดหลั่งในท่อน้ำนม             หินปูนที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด แคลเซียมที่เกิดจากการผลิตน้ำนมนั้น จะไปจับที่ผนังเส้นเลือดแดง พบได้ในผู้สูงอายุเพศหญิง และผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิต   ลักษณะของหินปูนในเต้านมที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม             หินปูนเม็ดเล็กๆ ฝอยๆ  ไม่เกิน 0.5 มิลลิเมตร เห็นขอบได้ชัด หรือไม่สามารถเห็นขอบได้ชัด จะมีลักษณะคล้ายผงแป้ง             หินปูนที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่สม่ำเสมอ และมีความเข้ม             หินปูนที่มีลักษณะเป็นขีดเส้นตรงเล็กสั้น มักจะอยู่ตามเยื่อบุผนังท่อน้ำนม เป็นระยะเริ่มต้นของโรคมะเร็งเต้านม   นอกจากนี้หินปูนในเต้านมที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมยังสามารถเกิดการกระจายตัวได้เป็นลักษณะต่างๆ ได้แก่             เกิดการรวมกลุ่มกันของหินปูน โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางของกลุ่มหินปูนไม่เกิน 2 เซนติเมตร             เกิดการเรียงตัวกันของหินปูนในลักษณะเป็นเส้นตรงตามแนวท่อน้ำนม หรือแตกออกเป็นลักษณะกิ่งไม้ หากพบหินปูนชนิดนี้ แพทย์จะทำการเจาะชิ้นเนื้อเพื่อทำการวินิจฉัย     ข้อแตกต่างระหว่างหินปูน ซีสต์ และเนื้องอกในเต้านม   เนื้องอกในเต้านมนั้น สามารถคลำพบได้จากภายนอก มี 2 ชนิด คือเนื้องอกปกติ และเนื้องอกที่เป็นมะเร็งเต้านม   ซีสต์ หรือถุงน้ำในเต้านมนั้นสามารถคลำพบได้จากภายนอก ไม่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ นอกจากจะมีขนาดใหญ่ ร่วมกับมีอาการเจ็บ จะต้องให้แพทย์ทำการเจาะน้ำในถุงออก เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด   ทั้งสองอย่างนี้จะแตกต่างหินปูนในเต้านม ที่จะต้องเครื่องแมมโมแกรมในการตรวจเท่านั้น ไม่สามารถสังเกตอาการได้จากภายนอก     การวินิจฉัยหินปูนในเต้านม   การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram)   แพทย์จะสามารถเห็นลักษณะที่แตกต่างของเนื้อเยื่อแต่ล่ะชนิดของผู้ป่วย ได้แก่             เนื้อเยื่อเต้านม             หลอดเลือด              ไขมัน             หินปูน             ก้อนเนื้องอก             กลุ่มแคลเซียมที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำนม   ลักษณะดังกล่าวที่พบจากเครื่องแมมโมแกรมในข้างต้น รวมทั้งลักษณะของหินปูน และการกระจายตัวของหินปูน องค์ประกอบเหล่านี้แพทย์จะนำมาวินิจฉัยในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม   การเจาะชิ้นเนื้อ   โดยใช้เครื่อง Stereotactic unit เป็นเครื่องมือทางรังสีวิทยา ใช้ทำการเจาะหินปูนที่เต้านมโดยเฉพาะ โดยขั้นตอนเจาะชิ้นเนื้อมีดังนี้             การถ่ายภาพทางรังสีวิทยาบริเวณเต้านม เพื่อหาตำแหน่งในการเกิดหินปูน             หาตำแหน่งในการเกิดหินปูนบริเวณเต้านม แพทย์จะทำการวางเข็มที่ผิวหนัง             แพทย์จะทำการเก็บชิ้นเนื้อที่มีหินปูน เพื่อทำการวินิจฉัยเกิดโรคมะเร็งเต้านม         หากตรวจพบหินปูนในเต้านม ควรทำอย่างไร             หากเป็นหินปูนในเต้านมชนิดที่ไม่อันตราย ควรทำการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม ปีละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของหินปูนในเต้านม             หากเป็นหินปูนในเต้านมที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ควรทำการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมทุกๆ 6เดือน และทำการเจาะชิ้นเนื้อ ด้วยเครื่อง Stereotactic unit เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมต่อไป     ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรมาทำการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องแมมโมแกรม รวมทั้งคุณผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยง หากตรวจพบหินปูนในเต้านมที่เป็นมะเร็งเต้านมในระยะแรกนั้น จะช่วยทำให้การรักษามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น       เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง   โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (Digital Mammogram with Ultrasound)
อ่านเพิ่มเติม
44
ปีแห่งประสบการณ์
764,902
ผู้ใช้บริการรักษา : ต่อปี
2153
ผู้ป่วยใน : เดือน
1,145
ศูนย์หัวใจ : เดือน