Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินรีเวช
ดูประวัติแพทย์
พญ.วารินทร์ เวสารัชวิทย์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.อุเทน บุญอรณะ
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
ยา และอาหารที่ไม่ควรรับประทานคู่กัน
ยา และอาหารบางชนิด ไม่ควรที่จะรับประทานคู่กัน เพราะจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งส่วนประกอบของอาหารที่รับประทานจะรบกวนการทํางานของยาที่มีต่อร่างกาย ทําให้ยามีประสิทธิภาพในการรักษาลดลง หรืออาหารที่ทําให้ยาติดค้างอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น จนก่อให้เกิดอาการข้างเคียงได้     ยา และอาหารที่ไม่ควรทานคู่กัน    อินซูลิน (Insulin) หรือยารักษาโรคเบาหวาน   ไม่ควรรับประทานกับ  มะระขี้นก ว่านหางจระเข้ โสม แมงลัก ผักเชียงดา   ผลข้างเคียง จะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ สายตาพร่า เหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย   ยาลดความดันโลหิต (Nifedipine Felodipine) และ ยาลดไขมันในเลือด (Simvastatin Atorvastatin)   ไม่ควรรับประทานกับ  น้ำเกรปฟรุต   ผลข้างเคียง ทำให้ปริมาณยาสูงหลายเท่าในกระแสเลือด อาจส่งผลให้เกิดพิษจากยาได้   ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Aspirin Warfarin)   ไม่ควรรับประทานกับ  น้ำมันปลา แป๊ะก๊วย ตังกุย กระเทียม และขิง   ผลข้างเคียง หากรับประทานในปริมาณมาก จะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น   ยาต้านการแข็งตัวของเลือด   ไม่ควรรับประทานกับ ผักใบเขียว ชาเขียว ถั่วเหลือง และบรอกโคลี   ผลข้างเคียง ทำให้ระดับยาในเลือดไม่เพียงพอต่อการรักษา   ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Fluoroquinolone และยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracycline   ไม่ควรรับประทานกับ นม และโยเกิร์ต   ผลข้างเคียง ทำให้ยาดูดซึมได้ลดลง ระดับยาในเลือดไม่เพียงพอต่อการรักษา     ยา วิตามินและอาหาร ที่ควรรับประทานร่วมกัน    วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค   ควรรับประทานคู่กับไขมันจากพืช และไขมันจากสัตว์   เพราะ จะช่วยให้วิตามินดูดซึมได้ดีในร่างกาย   ธาตุเหล็ก   ควรรับประทานคู่กับ ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซี   เพราะ จะช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น   แคลเซียม   ควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินดี เช่น เห็ด  นม ปลา ชีส   เพราะ จะช่วยให้แคลเซียมดูดซึมได้ดีขึ้นในลำไส้เล็ก   คอลลาเจนเปปไทด์ ชนิดโมเลกุลเล็ก   ควรรับประทานคู่กับวิตามินซี   เพราะ จะช่วยเสริมการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวพรรณ    โคเอนไซม์คิวเท็น   ควรรับประทานคู่กับไขมันจากพืช และไขมันจากสัตว์   เพราะ จะช่วยให้โคเอนไซม์คิวเท็นดูดซึมได้ดีในร่างกาย     การรับประทานยาที่ถูกวิธี   ยาก่อนอาหาร   รับประทานยาก่อนรับประทานอาหาร 30-60 นาที ยาที่ให้กินก่อนอาหารมักเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากกินลงไปแล้วมีอาหารร่วมอยู่ด้วยในกระเพาะอาหาร จะลดการดูดซึมของยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หรือไม่ได้ผล   ยาหลังอาหาร   ควรรับประทานยาหลังประทานอาหารเสร็จแล้ว 15-30 นาที   ยาก่อนนอน   ควรรับประทานยาก่อนจะเข้านอน 15-30 นาที         การป้องกันการเกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างอาหาร และยา   อ่านฉลาก และเอกสารกำกับยา ก่อนรับประทานยา เพื่อศึกษาวิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง หากไม่เข้าใจให้สอบถามจากแพทย์ หรือเภสัชกร   รับประทานยา พร้อมกับน้ำอุณหภูมิปกติ 1 แก้ว   ไม่ควรนำยามาผสมกับอาหาร หรือแกะผงยาออกจากแคปซูล เพราะจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการดูดซึมยา และการกระจายตัวของยาในร่างกาย   วิตามิน และน้ำแร่จะมีผลต่อการดูดซึมของยา   ไม่ควรรับประทานยา พร้อมกับเรื่องดื่มแอลกอฮอล์     ทั้งยา และอาหาร ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย  หากรับประทานร่วมกันโดยไม่ได้ระมัดระวังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
อ่านเพิ่มเติม
มะเร็งต่อมไทรอยด์
มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer) คือ อาการผิดปกติของเซลล์ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในต่อมไทรอยด์ กลายเป็นก้อนมะเร็งบริเวณลำคอ ผู้ป่วยต้องทำการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากกำจัดเซลล์มะเร็งไม่หมด สามารถกลับมาเป็นซ้ำตรงจุดเดิม สร้างความเสียหายแก่อวัยวะอื่นๆได้     อาการมะเร็งต่อมไทรอยด์        เสียงแหบ เนื่องจากก้อนมะเร็งไปทับเส้นประสาทกล่องเสียงที่ติดกับต่อมไทรอยด์ หรือมีอาการไอบ่อยๆ        หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียง เพราะ ก้อนมะเร็งไปทับหลอดลมที่ติดกับต่อมไทรอยด์        กลืนลำบาก หรือเจ็บขณะกลืน เพราะ ก้อนมะเร็งไปทับหลอดอาหารที่ติดกับต่อมไทรอยด์          เจ็บลำคอ หรือบางครั้งมีอาการปวดหู   ในระยะแรกนั้นมะเร็งต่อมไทรอยด์มักไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา แต่เมื่อเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้น อาจจะพบก้อนใต้ผิวหนังบริเวณกลางลำคอ     ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์        ผู้ที่มีอายุระหว่าง 25-65 ปี        ผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์มากกว่าผู้ชาย 3 เท่า        ผู้ที่มีกรรมพันธุ์โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์        ผู้ที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน หรือโรคอ้วน          ผู้ที่ได้รับไอโอดีนน้อยเกินไป        ผู้ที่ได้รับรังสี หรือสัมผัสกับรังสีโดยตรง     การรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์   การผ่าตัดโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ มี 3 แบบ คือ        การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออก 1 ข้าง Lobectomy สำหรับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็ก        การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ Thyroidectomy เป็นการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด        การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง สำหรับผู้ป่วยที่มะเร็งไทรอยด์ แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง   การรับประทานไอโอดีนรังสี        การรับประทานสารกัมมันตรังสี โดยสารดังกล่าวจะเข้าไปรักษาโรคมะเร็งไทรอยด์ ที่อยู่ในลำคอ และในบริเวณใกล้เคียง หลังการผ่าตัด   การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์        การผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออก ร่างกายอาจสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ได้ตามปกติ การรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์จะช่วยทดแทนฮอร์โมนที่ขาดหายไป ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ปกติ   การทำเคมีบำบัด        ผู้ป่วยรับประทานยาต้านมะเร็ง หรือฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ ยาจะเข้าสู่กระแสเลือด เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว   การฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย        โดยการใช้รังสีพลังงานสูง เพื่อทำลาย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง         การป้องกันโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์         รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และเกลือไอโอดีน เป็นต้น        หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับรังสี ผู้ที่อยู่ใกล้กับรังสี ควรปรึกษาแพทย์ในการประทานยาโพแทสเซียมไอโอไดด์        ตรวจร่างกายเป็นประจำ     สำหรับการป้องกันโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เราสามารถป้องกันโรคได้ จากการเลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง และตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ในปัจจุบันให้ผลดีมาก และมีโอกาสในการหายขาดสูง       เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง     โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไทรอยด์
อ่านเพิ่มเติม
44
ปีแห่งประสบการณ์
764,902
ผู้ใช้บริการรักษา : ต่อปี
2153
ผู้ป่วยใน : เดือน
1,145
ศูนย์หัวใจ : เดือน