Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินรีเวช
ดูประวัติแพทย์
พญ.วารินทร์ เวสารัชวิทย์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.อุเทน บุญอรณะ
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
ไฟลามทุ่ง เรื่องยุ่งๆที่ไม่ใช่แค่โรคผิวหนัง
ไฟลามทุ่ง (Erysipelas) คือโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนัง ในชั้นหนังแท้ (Dermis) หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นตื้น และในส่วนท่อน้ำเหลืองใกล้เคียงอื่นๆ ส่งผลให้ผิวหนังเกิดการลุกลามเป็นผื่น บวมแดง อาจเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงไปยังกล้ามเนื้อ หรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ และเชื้อนี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นไฟลามทุ่ง ไม่ใช่แค่โรคผิวหนังธรรมดาทั่วไป     สาเหตุของโรคไฟลามทุ่ง   เมื่อผิวหนังเกิดการความผิดปกติ เช่น มีแผล บวม แดง เป็นผื่น ติดเชื้อรา หรือเป็นโรคสะเก็ดเงิน เชื้อแบคทีเรีย เบตา เฮโมไลติก สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ (Group A Beta-Hemolytic Streptococcus) หรือ สเตรปโตคอคคัส ไพโอจีนัส(Streptococcus pyogenes) ที่อยู่ในผิวหนังของคนเรา และไม่เป็นอันตรายใดๆ จะเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีความผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อข้าสู่ผิวหนังในชั้นหนังแท้ตามมา   นอกจากนี้ไฟลามทุ่งยังเกิดได้จากการติดเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น   การถูกแมลงสัตว์ กัด ต่อย   ติดเชื้อที่แผลจากการผ่าตัด   แผลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน   การฉีดสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย     อาการของโรคไฟลามทุ่ง   ผิวหนังบวม แดง อักเสบ และเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว   มีผิวหนังลอกออกเป็นขุย   เมื่อสัมผัสผิวหนังที่ติดเชื้อจะมีอาการเจ็บ ปวด แสบร้อน และอาจมีเลือดไหล เป็นรอยจ้ำเขียว   มีตุ่มน้ำพองนูนขึ้นมา   อาการร่วมอื่นๆ เช่น   เป็นไข้สูง หนาวสั่น   ปวดศีรษะ   อ่อนเพลีย   เบื่ออาหาร     การวินิจฉัยโรคไฟลามทุ่ง   ปกติแล้วแพทย์สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยไฟลามทุ่งได้จากการสังเกตผิวหนัง แต่ก็ต้องใช้วิธีการตรวจอื่นๆ ในการหาเชื้อโรคเพิ่มเติม หรือแยกโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับไฟลามทุ่ง เช่น งูสวัด ลมพิษ เพื่อที่จะทำการรักษาอย่างถูกต้อง ได้แก่   การตรวจของเหลวจากแผล ในห้องปฏิบัติการ   การตรวจสารเคมี และองค์ประกอบในเลือด   การใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT-Scan)   การใช้เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)     การรักษาโรคไฟลามทุ่ง   หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงแพทย์จะให้รักษาอาการแบบประคับประคอง แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือมีภาวะแทรกซ้อน จะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล   ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง   รับประทานยาแก้ปวด   รับประทานยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลิน (Penicillin ), อิริโทรมัยซิน (Erythromycin), โคอะม็อกซิคลาฟ (Co-amoxiclav) เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แม้ว่าอาการจะบรรเทาลงแล้ว แต่ไม่ควรหยุดรับประทานยาตามแนะนำของแพทย์   การใช้ยาต้านเชื้อรา ในผู้ป่วยน้ำกัดเท้า   การประคบเย็นเมื่อมีอาการปวด   การจำการเคลื่อนไหวในส่วนที่มีอาการอักเสบ   ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง   การฉีดยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำ   การผ่าตัดนำเนื้อเยื่อตายออก ในผู้ป่วยโรคแบคทีเรียกินเนื้อ     สมุนไพร และโรคไฟลามทุ่ง   ในการใช้สมุนไพรรักษา บรรเทาอาการโรคไฟลามทุ่งนั้น จะต้องปรึกษาขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน ซึ่งมีหลายชนิด ได้แก่   เสลดพังพอน   ใช้ใบสดๆ 5-10 ใบ นำมาขยี้ หรือตำ แล้วนำมาทาบริเวณผิวหนังที่เกิดโรค   ผักชี   ใช้ต้นสดหั่นเป็นฝอย ต้มรวมกับสุราให้เดือด นำมาใช้ทาบริเวณบริเวณผิวหนังที่เกิดโรค   ใบบัวบก   นำมาตำ และทาบริเวณแผล เพื่อบรรเทาอาการบวมร้อน   พญาท้าวเอว   ใช้ลำต้นนำมาฝนกับน้ำปูนใส แล้วดื่ม   เจตมูลเพลิงขาว   ใช้ใบสดนำมาตำ แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อ นำมาพอกผิวหนังที่เกิดโรค   ผักคราดหัวแหวน   ใช้ใบ และลำต้นนำมาตำ แล้วผสมกับสุรา ดื่มวันละ 1 ครั้ง   เขยตาย   นำใบสดนำมาขยี้ หรือบดผสมกับสุราขาว สามารถใช้น้ำมะนาวแทนได้   หลิว   นำกิ่งมาเผาให้เป็นขี้เถ้า ผสมกับน้ำสะอาด และทาบริเวณผิวหนังที่เกิดโรค   ชิงช้าชาลี   นำใบอ่อนมาผสมกับน้ำนม ทาบริเวณผิวหนังที่เกิดโรค         โรคไฟลามทุ่งกับแพทย์แผนจีน   ในการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าโรคไฟลามทุ่งเกิดจากไฟมากระทบกับระดับโลหิต ผิวหนังเกิดการอุดตัน เชื้อโรคจึงเข้าสู่ร่างกาย บรรเทาอาการโดยระบายร้อน ให้โลหิตมีความเย็น เป็นการขับพิษออก   หากไฟลามทุ่งเกิดขึ้นที่บริเวณศีรษะ และใบหน้า เชื่อว่าเกิดจากลม ความร้อน พิษสะสม รักษาด้วยการกระจายลมลดไฟ   หากไฟลามทุ่งเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าอก และช่องท้อง เชื่อว่าเกิดจากพิษสะสมในม้าม และตับ รักษาด้วยการระบายตับ และม้าม   หากไฟลามทุ่งเกิดขึ้นที่บริเวณช่วงขา เชื่อว่าเกิดจากความร้อน และความชื้นเป็นพิษสะสม รักษาด้วยการระบายร้อนขับชื้น     การป้องกันโรคไฟลามทุ่ง   ทาครีม โลชั่น หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อป้องกันผิวแห้ง แตก   ไม่ควรเกาผิวหนังอย่างรุนแรง เมื่อเกิดอาการคัน   เลือกรองเท้าที่สวมสบาย และไม่ควรเดินเท้าเปล่านอกบริเวณบ้าน เพราะอาจเกิดแผลในบริเวณนั้นได้   หากเกิดบาดแผล ควรรักษา และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี   ผู้ป่วยโรคผิวหนัง และโรคเบาหวาน ควรรักษาให้หายขาด   เมื่อผิวหนังมีความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย     กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงเป็นโรคไฟลามทุ่ง มักจะเป็นเด็กเล็ก ที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายยังไม่แข็งแรง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน  หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ หรือผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต นอกจากนี้ผู้ที่กำลังทำการรักษาจากโรคมะเร็ง หรือได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่ต้องได้รับยามีคุณสมบัติในการกดภูมิคุ้มกันในร่างกาย ปัจจัยนี้ก็สามารถเป็นโรคไฟลามทุ่งได้เช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม
ถุงผนังลำไส้อักเสบ กลั้นผายลมบ่อยๆ ก็มีความเสี่ยงสูง
ถุงผนังลำไส้อักเสบ (Diverticula) คือ โรคที่เกิดการอักเสบ นูนพอง บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง หรือผนังช่องท้องที่ไม่แข็งแรง และมีถุงเล็กๆ ขึ้นมา ส่งผลให้มีการบวม แดง เป็นฝี กลายเป็นแผลแตกได้ โดยความเสี่ยงของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบนี้ จะมาจากพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด เช่น การกลั้นผายลมบ่อยๆ การมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน มีปัญหาการขับถ่ายไม่สะดวก อีกทั้งโรคนี้หากเป็นแล้ว ไม่สามารถหายขาดได้ ทำได้เพียงแค่รักษาบรรเทาอาการเท่านั้น     สาเหตุการเกิดโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ   อายุที่สูงขึ้น   พันธุกรรม หรือการเป็นฝาแฝดกัน   การสูบบุหรี่   การใช้ยายาสเตียรอยด์ การใช้ยาแก้ปวดที่ก่อให้เกิดการเสพติด รวมทั้งการใช้ยาแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบในกลุ่มเอ็นเสดติดต่อกันเป็นเวลานาน   คนอ้วน   ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย   ผู้ที่ไม่รับประทานผัก ผลไม้ จะไม่มีไฟเบอร์ หรือกากใยอาหารในการกระตุ้นการขับถ่าย รวมทั้งการขาดวิตามินดี   การกลั้นการผายลม ทำให้เกิดการสะสมของแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ช่องท้องจึงเกิดการขยายตัว และเป็นสาเหตุของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบได้     อาการของโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ   เป็นไข้ 38 องศาเซลเซียส และมีอาการหนาวสั่น   ปวดท้องด้านล่างทั้งด้านซ้าย และขวา เมื่อถูกกดบริเวณนั้น   ปวดท้องด้านล่างแบบเกร็งอย่างรุนแรง ทั้งด้านซ้าย และขวาเป็นประจำ   เบื่ออาหาร   อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า   คลื่นไส้ อาเจียน   ท้องอืด   ท้องเสีย หรือท้องผูก   อุจจาระเป็นเลือด     การวินิจฉัยโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ   การซักประวัติอาการปวดท้องของผู้ป่วย   การตรวจภายนอก เช่น การกดท้องว่ามีการเจ็บบริเวณส่วนไหน   การตรวจโลหิต เพื่อหาร่องรอยการอักเสบ   การตรวจปัสสาวะ เพื่อหาการติดเชื้อ   การตรวจอุจจาระ เพื่อหาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร   การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ เพื่อหาความผิดปกติของลำไส้   การวินิจฉัยภาพอวัยวะในระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)     การรักษาโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ   การรักษาแบบบรรเทาอาการในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรง หรือภาวะแทรกซ้อน   การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหลว หรืออาหารที่มีกากใยสูง ออกกำลังกาย และการขับถ่าย   เมื่อมีอาการปวดเกร็งที่ท้อง ประคบโดยใช้ถุงน้ำร้อน   ใช้ยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะหากเกิดการติดเชื้อ   การรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาได้   การให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดดำ   การสอดใส่ท่อ เพื่อระบายฝี และหนองออก   การผ่าตัดแบบ Anastomosis เพื่อนำลำไส้ส่วนที่ติดเชื้อออก และเชื่อมต่อกลับเนื้อเยื่อส่วนที่ดี   การผ่าตัดแบบ Colostomy เป็นการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง นำลำไส้ส่วนที่ติดเชื้อออก นำเนื้อเยื่อส่วนที่ดีเชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดแผลใหญ่บริเวณหน้าท้อง         การป้องกันโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ   การรับประทานผัก ผลไม้ รวมทั้งธัญพืชไม่ขัดสี   ลดการรับประทานอาหารประเภทสัตว์เนื้อแดง และไขมัน   ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย   ออกกำลังกาย ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป สัปดาห์ละ 3 วัน   เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่   ขับถ่ายให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระ หรือการสวนทวาร   หากอยู่ในภาวะอ้วน ควรลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี   ลดการใช้ยาที่ก่อให้เกิดโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ     โรคถุงผนังลำไส้อักเสบมักจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่วัยรุ่นอายุน้อยๆ ก็สามารถเป็นโรคนี้ได้หากอยู่ในภาวะอ้วน ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องข้างเดียวแบบเกร็งอยู่บ่อยครั้ง ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากปล่อยให้ไว้อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรง เช่น มีเลือดไหลออกจากทางทวารหนักเป็นจำนวนมาก หรือการปัสสาวะออกมาเป็นอุจจาระ เป็นต้น       เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง     โปรแกรมส่องกล้องโรคระบบทางเดินอาหารและลำไส้
อ่านเพิ่มเติม
44
ปี ที่ดูแลทุกสิทธิ์
764,902
ผู้ใช้บริการรักษา : ต่อปี(ประมาณ)
2153
ผู้ป่วย : วัน
452
ผ่าตัดส่องกล้อง : เดือน