Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินารีเวช
ดูประวัติแพทย์
พญ.วารินทร์ เวสารัชวิทย์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.ดนัย โชคชัยสกุล
ศูนย์กระดูกและข้อ
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
การใช้ชุดตรวจ ATK และการอ่านผล
ชุดตรวจ Antigen test kit (ATK) สามารถใช้งานแบบ Home use ตรวจได้ด้วยตนเองทำให้รู้ผลเร็ว ก่อนใช้งานควรศึกษาวิธีการใช้งานตามคู่มือของแต่ละยี่ห้อ และระมัดระวังการปนเปื้อนระหว่างทำการตรวจ เพราะจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด กรณีผลเป็นบวกสามารถติดต่อขอยืนยันการตรวจแบบ RT-PCR เพื่อรักษาต่อที่ Hospitel โรงพยาบาลเพชรเวชได้   ชุดตรวจ ATK คืออะไร   Antigen test kit หรือ ATK คือชุดตรวจการติดเชื้อโควิด-19 ที่สามารถทดสอบได้ในเบื้องต้น เหมาะกับผู้ที่สงสัยหรือไม่แสดงอาการ การทดสอบใช้เวลาไม่นานรอผลเพียง 15-30 นาที ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้จากสถานพยาบาล หรือรับฟรีจากรัฐบาลตามนโยบาย กรณีทำการซื้อต้องตรวจสอบการรองรับและ อย. เพื่อให้ได้ชุดตรวจ ATK ที่ได้มาตรฐาน ปกติแล้วจะแบ่งชุดตรวจ ATK ออกเป็น 2 ชนิด คือ   ATK Home use : เป็นชุดตรวจที่สามารถใช้ได้เองตามขั้นตอนจากคู่มือการใช้ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อ การใช้งานต้องเน้นยำเรื่องความสะอาดเพื่อให้ได้ผลตรวจที่ถูกต้อง ATK Professional use : เป็นชุดตรวจที่ไม่สามารถตรวจได้ด้วยตนเอง ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ใช้ตรวจให้เท่านั้น เนื่องจากไม้ swab จะยาวกว่า และมีปริมาณการบรรจุน้ำยาที่มากกว่า   สนใจเข้ารับบริการ : ATK Professional use 300 บาท รู้ผลใน 30 นาที (คลิกอ่านเพิ่มเติม)   ชุดตรวจ ATK มีความแม่นยำแค่ไหน   การใช้ชุดตรวจ ATK สำหรับใช้เอง (Home use) มีความแม่นยำในระดับเบื้องต้น ซึ่งหากติดเชื้อมาไม่นาน ทำให้ปริมาณเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังมีไม่มาก อาจตรวจไม่พบทำให้ผลออกมาเป็นลบได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีความเสี่ยงสูงควรทำการตรวจซ้ำหลังจากตรวจครั้งแรกไปแล้ว 3-5 วัน อย่างไรก็ตามการตรวจที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจแบบ RT-PCR ที่สามารถหาเชื้อได้แม้ยังมีเชื้อน้อย จึงควรตรวจด้วย RT-PCR เพื่อยืนยันผลอีกครั้ง   การใช้งานชุดตรวจ ATK   ก่อนการตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ให้ทำการล้างมือ และเช็ดโต๊ะที่ใช้วางชุดตรวจ ควรให้สวมถุงมือขณะทำการทดสอบ ทำการตรวจสอบวันหมดอายุ และอุปกรณ์ชุดตรวจ ได้แก่ คู่มือ ประกอบการใช้งานตลับทดสอบ หลอดน้ำยาสกัดเชื้อ ฝาจุก และก้านเก็บตัวอย่าง ต่อจากนั้นให้เริ่มทำตามขั้นตอนต่อไปนี้   เปิดซองก้าน swab (ห้ามสัมผัสปลายสำลี และไม้จุ่มหรือของเหลวก่อนเก็บตัวอย่าง) ทำการสอดก้าน swab ในโพรงจมูกทั้ง 2 ข้าง หมุนก้าน 5-10 รอบ 10-15 วินาทีรอบ (ความลึกในการสอดตามคู่มือ)  จุ่มก้านที่เก็บตัวอย่างแล้วลงในหลอดน้ำยาสกัดเชื้อ หมุนก้านเก็บตัวอย่าง  5-10 ครั้ง นำหลอดดูดน้ำยาหยดลงช่องประมาณ 2-3 หยด และรอผลประมาณ 15-30 นาที ขั้นตอนการใช้ชุดตรวจ ATK ตามที่กล่าวไปนั้นเป็นขั้นตอนเบื้องต้น ความแตกต่างอาจมีตามยี่ห้อ ดังนั้นต้องศึกษาวิธีการใช้งานข้างกล่องอย่างละเอียด     การอ่านผลตรวจของชุดตรวจ ATK   ผลลบ (Negative) : แถบสีปรากฏเฉพาะตำแหน่ง C ผลบวก (Positive) : แถบสีปรากฏทั้งตำแหน่ง C และ T เป็น 2 ขีด กรณีไม่ปรากฏแถบ C หมายถึงชุดตรวจอาจมีปัญหา ใช้งานไม่ได้ควรตรวจซ้ำใหม่อีกครั้ง หากผลตรวจเป็นบวก (ติดเชื้อ) ควรตรวจด้วย RT-PCR เพื่อยืนยันตามขั้นตอน หากมีผลเป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ) ควรทดสอบด้วยชุดตรวจ ATK อีกครั้งใน 3-5 วัน หากมีความเสี่ยงสูงควรตรวจยืนยันด้วย RT-PCR   ข้อควรระวังในการใช้ชุดตรวจ ATK   ชุดตรวจ ATK ต้องได้รับการลงทะเบียนจาก อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) หากมีอาการเสี่ยงติดเชื้อควรตรวจ RT-PCR เพื่อยืนยันมากกว่าใช้ชุดตรวจ ATK หากน้ำยาสกัดเชื้อกระเด็นโดนผิวหนัง หรือเข้าดวงตาให้ล้างทันทีด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก หลังใช้งานให้แยกทิ้งที่ขยะติดเชื้อ   ผลจากชุดตรวจ ATK เป็นบวกต้องทำอย่างไร   ควรติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อทำการกักตัว และแยกตนเองออกจากผู้อื่น สามารถนำผลตรวจ ATK มาติดต่อกับโรงพยาบาลเพชรเวชเพื่อรับการตรวจ RT-PCR และยืนยันผลเข้ารับการรักษาที่ Hospitel (ไม่มีค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอน) ด้วยทีมแพทย์ที่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หากมีอาการหนักขึ้นจะถูกเคลื่อนย้ายมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเพชรเวชทันที   รายละเอียดเพิ่มเติม : มีผลตรวจ ATK เป็นบวกเพื่อรับสิทธิตรวจ RT-PCR และเข้ารับการรักษาที่ Hospitel (คลิก)   การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามหากรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงควรทำการกักตัวแยกจากผู้อื่นร่วมด้วย
อ่านเพิ่มเติม
ไขข้อสงสัยและแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็ก
องค์การอาหารและยาแนะนำวัคซีนโควิด-19 Pfizer-BioNTech สำหรับเด็กช่วงอายุ 12-18 ปี ซึ่งจะมีกำหนดการฉีดให้กับเด็กที่ตรงตามเกณฑ์ต่อไป กรณีที่เด็กยังไม่ได้รับวัคซีนสามารถรับวัคซีนอื่นเพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากติดเชื้อ ได้แก่  วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ ประกอบกับดูแลสุขอนามัยของเด็กร่วมด้วย   เด็กฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ไหม   เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสอุบัติใหม่ทำให้ยากต่อการรับมือ กระบวนการศึกษาพัฒนาวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อจึงต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างละเอียด ในบางประเทศอนุมัติฉีดในเด็กได้ตั้งแต่อายุ 12-16 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามการพัฒนาวัคซีนในปัจจุบันที่ไม่หยุดนิ่งในอนาคตอันใกล้อาจมีการรับรองการฉีดวัคซีนให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด   สถานการณ์วัคซีนโควิด-19 ของเด็กไทย   ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยได้ออกมาให้คำแนะนำเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 เกี่ยวกับการแนะนำการฉีดวัคซีนในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ดังนี้   วัคซีน mRNA : องค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปี สามารถฉีดวัคซีนชนิด mRNA ที่ผ่านการรับรองและมีผลวิจัยรองรับคือ Pfizer-BioNTech อายุ 16-18 ปี ไม่แตกต่างกับผู้ใหญ่ : สามารถรับวัคซีนได้หากไม่มีข้อห้ามใด ๆ เนื่องจากเด็กในช่วงอายุดังกล่าวมีรูปแบบการใช้ชีวิตใกล้เคียงกับผู้ใหญ่พอสมควร อายุ 12-16 ปี ควรเข้ารับวัคซีนหากเป็นกลุ่มเสี่ยง : ได้แก่ ดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัม, โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งโรคหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง, โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ, โรคเบาหวาน และกลุ่มโรคพันธุกรรมรวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง   สำนักงานประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครเผยข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2564 ว่าหลังจากให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เมื่อวันที่ 6-8 กันยายน 2564 แล้วจะมีกำหนดการฉีดเบื้องต้นให้กับกลุ่มเด็กอายุ 12-18 ปีในพื้นที่กรุงเทพ ฯ ที่ตรงตามเกณฑ์ ดังนี้   กลุ่มเด็กอายุ 12-18 ปีที่เสี่ยงโรคอ้วน : กลุ่มอายุ 12 - 13 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม, กลุ่มอายุ 13 - 15 ปี น้ำหนัก 80 กิโลกรัม และกลุ่มอายุ 15 - 18 ปี น้ำหนัก 90 กิโลกรัม กลุ่มเด็กโรคกลุ่มเสี่ยง : โรคอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น, โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง, โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ, โรคเบาหวาน, กลุ่มโรคพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง และเด็กที่มีพัฒนาการช้า   โดยเด็กต้องผ่านการประเมินจากแพทย์และมีใบยืนยันผลการตรวจจากแพทย์เพื่อใช้ในการเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ในเด็ก อย่างไรก็ตามกำหนดการฉีดหรือเกณฑ์ในการเข้ารับการฉีดอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : ไทยรู้สู้โควิด     เด็กมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากแค่ไหน   การติดเชื้อในเด็กพบเจอได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่ แต่แนวโน้มจะสามารถเพิ่มขึ้นได้หากเชื้อไวรัสเกิดการระบาดรุนแรงขึ้นในอนาคต หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่ยากต่อการป้องกัน กรณีอาการรุนแรงมักพบในการติดเชื้อของเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 12-18 ปีลงไปพบว่ามีโอกาสเกิดอาการรุนแรงน้อย   เด็กยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ควรทำอย่างไร   เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ในเด็กยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างละเอียด การป้องกันการติดเชื้อในเด็กจึงเกี่ยวข้องกับผู้ปกครองโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อสู่เด็ก ผู้ปกครองควรเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ให้ครบโดส และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของเด็ก ได้แก่   หลีกเลี่ยงความเสี่ยงการติดเชื้อ : ไม่พาเด็กเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ชุมชนแออัด สวมหน้ากากอนามัย และให้ล้างมือบ่อย ๆ หลังสัมผัสกับวัตถุ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง : ส่งเสริมสุขภาพให้เด็กอย่างเหมาะสมทั้งเวลาการพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ ฉีดวัคซีนอื่นเสริมการป้องกันทางอ้อม : ควรให้เด็กเข้ารับวัคซีนตามกำหนดของช่วงอายุ ร่วมกับวัคซีนที่มีส่วนช่วยลดผลข้างเคียงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ   กรณีเด็กได้รับวัคซีนแล้วควรดูแลเด็กเพื่อสังเกตผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายประเภทใช้แรงเยอะประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไปเพื่อเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับหัวใจ
อ่านเพิ่มเติม
43
ปีแห่งประสบการณ์
764,902
ผู้ใช้บริการรักษา : ต่อปี
2152
ผู้ป่วยใน : เดือน
1,123
รักษา STROKE